200305-047 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน047-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ008.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นเช้าวันที่ 5 มีนาคมพุทธศักราช 2520 ไปรษณีย์อโศกออกวันนี้เราก็มาทำวัดกันตามปกติที่นี่เราทำวัตรเช้ากันที่ 4 ธรรมดาแต่วันนี้เราก็เป็นพิเศษที่เรามีกิจกรรมติดต่อมาจากมากัมพูชาแล้วก็ญาติโยมมากันมาก วันนี้เราทำวัตรกันมีผู้มาร่วมทำวัตรมากกันเป็นพิเศษธรรมดาแล้วก็ทำวัตรกันโดยเฉพาะพวกเราไม่ได้มากมายหนาแน่นถึงป่านนี้พักก่อนอื่นก็ผู้ที่ยังไม่เคยมาก็ต้องขอบอกซะก่อนนะว่าทำวัตรคืออะไรคำว่าไม่ใช่มานั่งสวดร้องขอบอกให้ทราบกันซะก่อนถ้าใครที่ยังไม่เข้าใจเลยเพราะว่าได้รู้คำว่าทำวัตรหรือได้เข้าใจไม่มีความเห็นเป็นทิฐิอย่างหนึ่งว่าทำวัดคือการมาร้องสวดภาษาบาลีร้องกันด้วยภาษา อย่างนั้นทุกวันทุกค่ำเช้าอันนั้นคือเด็กท่องสูตรคูณซึ่งไม่เกิดผลอะไรมีผลดีอยู่อย่างหนึ่งว่าเราท่องสูตรคูณเอาไว้แล้วเราก็จำสูตรคูณไม่ได้ถ้าใครใช้สูตรคูณเป็นก็ได้ประโยชน์จากสูตรคูณนั้นฉันเดียวกันกับผู้ใดมาสวดร้องบทธรรมบทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตามเพราะท่องสวดเอาไว้แล้วถ้าเราใช้คำที่ท่องนั้นเป็นเรารู้ค่าของมันเอาไปใช้ถูกใช้เป็นก็ได้ประโยชน์ชั้นเดียวกันกับเด็กท่องสูตรคูณและเอาสูตรคูณนั้นไปใช้เป็น ต้องการทำวัตรสวดร้องทุกวันนี้นั้นน่ะเป็นเรื่องของการมันเสื่อมมันเรื่องของความเสื่อมแห่งธรรมวัดกลายมาเป็นเรื่องที่เป็นแต่เพียงสีแล้วก็ตัดปรามาสคือเปลี่ยนไปเป็นจารีตประเพณีที่ไม่รู้ความหมายและไม่รู้ค่าของการจะกระทำอะไรอาตมาก็ขอเล่าย้อนไปถึงการทำวัตรสมัยเป็นสมัยพระพุทธเจ้าว่ามันคืออะไรกันแน่ทำวัดในสมัยพระพุทธเจ้านั้นก็คือภายในเวลาอยู่ในสถานที่ที่มีบันศาลาหรือมีที่รวม ที่รวมหมู่รวมกลุ่มเงียบเป็นลานกว้างและเป็นศาลากลางๆอย่างนี้ชาวบ้านเย็นบ้างประมูลสหธรรมิกหมู่นักบวชก็จะมาชุมนุมกันภาษาธรรมะกันแรกๆทีเดียวพอลงภาษากัมพูชาธรรมะกันสักพักนึงพระส
อ่านต่อ
ัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะเสด็จลงสู่บรรณสารลาพอเสด็จลงสู่วัฒนาแล้วพวกสาวกทั้งหลายก็จะทำการคารวะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ่งใดที่ได้จากการศึกษากันไม่เป็นที่เข้าใจแจ้ง ศูนย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ช่วยอธิบายให้ทรงขยายอธิบายแจกแจงให้เด็กรับความเข้าใจนั้นๆสมาชิกพระพุทธเจ้าก็จะจัดอธิบายแจกแจงให้เข้าใจหรือถ้าแม้ว่าไม่ได้ผู้ใดสาวกไม่ได้ทูลขอร้องให้ส่งอาจารย์ให้ทรงอธิบายเรื่องนั้นเรื่องนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะแสดงธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเห็นดีเห็นชอบเองแสดงทำเสร็จแล้วก็พอสมควรแก่วาระทุกๆวาระเช้าบ้างเย็นบ้างอาการทำวัด ก็คือการแสดงธรรมโดยนัยยะดังกล่าวนี้แหละเป็นธรรมดาในสมัยพระพุทธเจ้าเมื่อทำกันจนกระทั่งเป็นธรรมเนียมว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เป็นองค์เสด็จลงสู่วรรณะศาลาในหมู่พระสาวกเองก็จะนิมนต์หรืออาราธนาภันเตหรือพระผู้ใหญ่พระองค์ที่มีความรู้ขึ้นมาสาธยายสาธยายธรรมเหมือนกับยังได้ทูลเชิญอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแสดงขึ้นแสดงธรรมอย่างนั้นแหละเพราะการทำวัตรก็จึงมีรูปแบบอยู่ 2 รูปแบบมีการคารวะ พระผู้ที่แสดงธรรมแล้วก็พระผู้แสดงธรรมก็แสดงธรรมนั้นออกไปจะพอแก่การนั่นคือการทำวัตรเดี๋ยวนี้ตกมาถึงปัจจุบันนี้การทำวัดแต่ก็เป็นสองเสี่ยงหนึ่งก็คือพระไปเคารพพระผู้ใหญ่ไปกล่าวไหว้พระผู้ใหญ่แต่นั้นเรียกว่าการทำวัตรอันนี้รู้เลยเฉพาะโดยเฉพาะหมู่ 2 คือผู้พระผู้บวชเนี่ยเขาก็ยังทำวัดนี้อยู่เขาก็เรียกว่าทำวัดบอกว่าไปทำวัดพระผู้ใหญ่ก็คือการไปกล่าวไหว้พระผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้ไม่ได้กล่าวว่าธรรมดาซื้อถูกแพงติดมือไปด้วยไปกล่าวไหว้พระผู้ใหญ่เขาก็เรียกว่าทำวัด แล้วมันก็แตกออกมาจากเสียงนั่นแหละเสียงเดียวกันนั่นแหละตั้งแต่เดิมแล้วอีกเสียงนึงแตกออกมาเรียกว่าทำวัดก็คือมาสวดร้องเอาคาถาธรรมบทหรือเอาอะไรต่ออะไรมาสวดร้องและส่วนมากก็ไม่ใช่คาถาธรรมบทซะด้วยทุกวันนี้เป็นคำแต่คำผูกร้อยกรองขึ้นของเกจิอาจารย์รุ่นหลังเอามาสวดเอาคำจากคำพระพุทธเจ้ามาผสมกับสีบ้างแล้วก็แตงมาเป็นหมดเท่านั้นมีแล้วก็สวดเพราะกันจนมีประจำว่าเป็นคำทำวัตรหรือว่าบทสวดมนต์ทำวัตรจนมีเลยจะได้เป็นส่วนกันหมดพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณและก็มีบท ผสมผสานเล็กน้อยนั่นคือการทำวัตรของสมัยนี้แล้วก็สวดร้องกันอย่างนั้นน่ะถ้าที่วัดไหนวัดไหนไม่มีอะไรไม่มีผู้นำที่เอาบทอื่นมาสวดบ้างก็จะสวดซ้ำเก่าอยู่นั่นแหละโดยเฉพาะญาติโยมก็ได้สวดโดยเฉพาะบทบทไม่กี่บทหรอกเอามาคาถาพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณและก็มีอะไรอีกบ้างเล็กน้อยก็สวดอยู่แค่นั้นนั่นคือการทำวัตรของสมัยนี้ซึ่งมันได้แต่สภาพหรือว่ามันได้เลื่อนๆจนมากลายเป็นว่าเรามานั่งท่องนั่งท่องมันก็เลยไม่เกิดประโยชน์อะไรเท่าไหร่นักหนาเพราะฉะนั้นเมื่อมาเจอที่นี่เพราะอาตมาบอกว่าทำวัด แล้วก็ไม่ได้เห็นทำวัดอะไรมาถึงก็ไม่มีรูปแบบอย่างนี้แหละอาตมาก็ขึ้นมาอธิบายเอาแล้วก็สาธยายธรรมที่จริงจะสาธยายธรรมถ้าทุกวันก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ทุกวันก็ทำวัดไปแล้วป่านนี้คือแสดงธรรมไปแล้วติดต่อกันไปตรงนั้นอันนี้มีญาติโยมที่แปลกๆที่ไม่เคยรู้เรื่องก็ขอทำความเข้าใจอันนี้เสร็จก่อนพอดีจะงงสงสัยเพราะว่าที่อโศกนี่ยิ่งมีอะไรแปลกๆแต่หลายๆอย่างแต่เข้ามาถึงแปลกกันเมื่อวานนี้ญาติโยมมานี่ก็เตรียมดอกไม้ธูปเทียนมาถึงก็เอามาถวายแล้วก็บอกว่าเราไม่ได้ใช้หรอกเขาก็แปลกทำไมไม่ใช้ดอกไม้ธูปเทียนไม่จุดธูปเทียนบูชาพระแล้วก็วิญญาณ ขึ้นไปถึงสวรรค์ได้ยังไงซึ่งที่ไหนเขาก็ต้องใช้ดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระที่นี่ไม่บูชาพระเหรอบอกที่นี่และบูชาพระที่สุดแต่ไม่ต้องเอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาไม่ต้องใช้ที่นี่เลิกแล้วมันเปลืองแล้วก็ขี้เกียจระวังระมัดระวังไฟว่าเงินเป็นต้นอย่างนี้ก็แปลกนี่เล่าสู่ฟังเท้าความเนี่ยเมื่อวานนี้ก็มีมาเพราะแม้แต่การทำวัตรของที่นี่ถ้าไม่เข้าใจเสียก็จะไปออกแปลกอีกอะไรกันทำวัตรไม่เห็นไม่เห็นทำวัดตรงไหนเลยแต่แท้จริงขอยืนยันว่านี่แหละเราทำวัตรเราทำบัตรซึ่งมันเกิดมันเป็นวิธีหนึ่งแล้วเป็นพิธีวัด แล้วก็เป็นกิจวัตรที่เรากระทำกันอยู่คือทำประจำทำเสมอแล้วก็ทำเพื่อให้เกิดจริยวัตรเป็นวัดทั้ง 3 คือคบพร้อมทั้งกิจวัตรวิธีวัดและจริยวัตรที่วัดทั้ง 3 ที่เกิดจริยวัตรก็คือเกิดถึงพฤติกรรมพฤติกรรมพฤติของคนเกิดทำอยู่เสมอแล้วก็เป็นวิธีเป็นแต่เพียงวิธีแต่เนื้อหาสาระมันมีในเนื้อหาสาระประกอบอยู่ในพิธีนั้นเนี่ยเป็นพิธีเข้ามาทำกันทุกเช้าเรามีอย่างนี้เสมอแหละทุกเช้าและวันนี้เราก็มีเหมือนอย่างที่เคยมีเป็นแต่เพียงเวลามันเลยไปนิดหน่อยดังกล่าวแล้วแต่ต้นก็ที่นี่เราทำวัดกันธรรมดาก็ตี 4 ถ้าทุกเช้าถึง 6 โมงครึ่งแล้วก็ออก เอาล่ะเป็นที่เข้าใจแล้วก็จะขอทำวัตรต่อจากที่เคยได้ทำอยู่ทุกคราวคือตอนนี้เราได้ใช้หนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ที่ท่านพุทธทาสได้ทำเรียบเรียงเอาไว้ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกเป็นคำสั่งมาจากพระไตรปิฎกที่ได้เลือกเอามาร้อยเรียงเอามาต่อๆๆเป็นเชิงให้รู้ว่าประวัติพระพุทธเจ้าเนี่ยจากทำจากของท่านมาเรียนกันเข้าแล้วมันจะมีไปเรื่อยๆแล้วก็เอามาขยายความอธิบายสู่กันฟังขณะนี้เราได้อธิบายกันมาถึง ถามแล้วประวัติพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ถึงภาค 3 และก็อยู่ในช่วงที่กำลังถึงพระพุทธองค์กำลังกลับถึงพระองค์เองหลายๆอย่างมาถึงหัวข้อที่ว่าไม่ทรงมีความลับที่ต้องให้ใครช่วยปกปิดกับพระโมคคัลลานะว่ามีโมคคัลลานะสถาบันเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอจึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้วศีลของเราบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลยสาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ ในเรื่องอันเกี่ยวกับศีลทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับศีลเลยเดี๋ยวพระเจ้าตากยืนยันว่าท่านเป็นผู้มีความลับอะไรและอะไรต่ออะไรต่างๆก็เป็นไปโดยบริสุทธิ์อันที่ 1 ท่านก็บอกว่าท่านเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอจึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้วหากคำว่าศีลคำว่าศีลเนี่ยคือหลักเกณฑ์คือกติกาคือระเบียบและวินัยของมนุษย์มนุษย์ที่ดีต้องมีระเบียบมีวินัย มีขอบเขตมีเครื่องหมายเครื่องหมายผู้ที่รู้แล้วก็จะทำให้ตรงตามเครื่องหมายนั้นทำจนกระทั่งเป็นปกติทำจนกระทั่งเป็นเองเป็นอัตโนมัติเราก็เรียกว่าศีลนั้นเป็นศีลแท้เป็นความผิดปกติที่นี้เครื่องหมายกติกาหรือวินัยหรือขอบเขตเช่นเราอยู่ในหมู่กลุ่มอย่างนี้เราจะต้องมีกฎมีระเบียบหรือมีศีลนั่นเองอย่างนี้แล้วเราก็ทำได้ไม่ละเมิดไม่ละเมิดกฎนั้นไม่ละเมิดระเบียบนั้นวินัยนั้นกติกานั้น ยิ่งกว่านั้นเรารู้กันโดยนัยยะยิ่งผู้ดีเท่าไหร่คนเป็นผู้ดีเท่าไหร่ยิ่งมีกฎหรือมีกติกาหรือมีวินัยมากแม้แต่การสำรวมระวังการรักษาการเป็นอยู่การเดินการเหินกันไปการมาไกลล้วนแล้วแต่เป็นศีลที่บริสุทธิ์ที่สูงที่ละเอียดละออบางคนที่ไม่ใช่ผู้ดีก็ไม่ค่อยมีกติกาว่าอะไรก็ว่าไปตามใจเลอะเลอะเทอะไม่มีแบบมีแผนไม่มีระเบียบไม่มีหลักเกณฑ์ว่าการให้ยุ่งขิงไปหมดเลยไอ้นั่นก็คน ไม่ไม่ใช่ไม่ใช่ผู้ที่รู้จักระเบียบขอบเขตแต่ถ้าผู้ที่มีระเบียบมีขอบเขตมีกติกาหรือมีวินัยมีอะไรแล้วเนี่ยก็จะเข้าใจฐานะของตนเข้าใจความเป็นผู้ที่มีฐานะของตนยิ่งมีฐานะสูงยิ่งจะเข้าใจว่าเราจะต้องทำอย่างไรเราจะต้องอยู่อย่างไรสำรวมอย่างไรแม้แต่การวางท่าวางทางแม้แต่การเดินเหินกันไปการมาการจะยกไม้ยกมือการใช้พูดจาการจะแสดงอากับกริยากายกรรมวจีกรรมใดๆต่างๆล้วนแล้วแต่มีกติกาในๆของตัวเองทั้งนั้นเพราะฉะนั้นผู้ที่เรายกย่องว่าเป็นผู้ดี จะต้องมีหลักเกณฑ์ตรงนี้อยู่อีกด้วยนี้ก็เป็นศีลฟังดีๆนะศีลพระสีวลีวัดต่างๆของพระพุทธเจ้าเนี่ยท่านมีเสรีภาพที่ระมัดระวังแม้กระทั่งว่าอย่างนี้เราจะทำอย่างนี้เราจะไม่ทำงานเราจะต้องทำตัวให้เป็นอย่างนี้แม้แต่การของพระพุทธเจ้าที่ท่านอยู่ในพระปาฏิโมกข์นี่การเคี้ยวการกลืนการพูดการไปการมาการเข้าบ้านการอยู่ในบ้านการออกนอกบ้านแม้แต่จะทำให้พระปฏิบัติเนี่ยเข้าในหมู่บ้านเข้าในบ้าน จะนั่งเท้าแขนสบายเชิ้บๆไว้ในบ้านไม่ได้ต้องส่งตัวต้องนั่งอย่างสำรวมระวังเข้าไปในบ้านจะเบิกผ้าจะกวาดแกว่งกวาดไฟอะไรหมายถึงนั่นอะไรนี่เป็นต้นแม้แต่การจะเคี้ยวอาหารเคี้ยวให้แก้มตุ่ยไม่เอาอย่างนั้นไม่ใช่เสรีภาพไม่ใช่กติกาที่ดีไม่ใช่ศีลที่ดีเคี้ยวให้ดังจับๆไม่เอาตักข้าวเวลาจะตักข้าวเวลาจะตักอาหารละเอียดอ่อนมากนี่เป็นศีลของผู้ดีศีลของพระพุทธเจ้าซึ่งพระสาวกโรงเรียนพระเรียนและก็พระกับพึงปฏิบัติตามเป็นศีลทั้งนั้น เป็นคุณสมบัติผู้ดีสูงขึ้นมากถ้าอย่างนี้เป็นต้นมาเป็นเรื่องที่จะปรับปรุงทั้งกายและใจมโนให้บริสุทธิ์งามผ่องขึ้นหมดเพราะสมาธิพระพุทธเจ้านี้มีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอจึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้วเพราะฉะนั้นศีลหยาบๆซึ่งพวกคุณก็คงเข้าใจดีขึ้นอยู่แล้วก็คงไม่ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากนี่ขอขยายความขึ้นไปแต่เพียงว่าแม้แต่ศีลที่ละเอียดละออถึงขนาดรอบรักระมัดระวังให้เราเองอยู่ในลักษณะสำรวมสุขุมประณีตเป็นผู้ดีมีมารยาทนะถึงขั้นมีมารยาทอันงามพร้อมเลยนะเราก็ ศีลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีท่านรับรองทุกท่านเลยว่าท่านเป็นผู้ที่ไม่กล่าวท้วงไม่ได้ท่านสัตว์อะไรเป็นอย่างนั้นท่านปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติตามจับนั้นถ้ามีธรรมะอันตถาคตกล่าวไว้ดีแล้วในธรรมะนั้นๆซึ่งใครจะมาท้วงติงว่าท่านไม่ใช่ผู้มีเป็นผู้มีธรรมอันตนกล่าวไว้ดีแล้วเพราะเหตุเช่นนี้เช่นนี้ไม่ได้ท่านมียืนยันมาก่อนแล้วเพราะท่านกล่าวอะไรท่านสัตว์อะไรอะไรดีอะไรงามท่านตัดไปสอนสาวกอย่างนั้นท่านต้องเป็นก่อนท่านต้องทำได้ก่อนทำได้ดีเป็นอัตโนมัติหรือเป็นปกติจึงเรียกว่าศีลไม่ต้องฝืนฝืนฝืนไม่ต้องฝืน ต้องลำบากลำบนเลยทำได้อย่างนี้เรียกว่าศีลเพราะศีลในศาสนาพุทธนี่เมื่อเป็นพระอริยชั้นสูงแล้วจะต้องมีพรั่งพร้อมงามพร้อมไปด้วยกายไว้กิโมโนเป็นที่ยึดเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่จะให้ผู้มาพึ่งเอาแบบอย่างรับทรัพย์ทราบไปได้หมดเลยตั้งแต่กายวจีมโนจึงจะเป็นผู้บริหารพร้อมพระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าท่านบริบูรณ์พร้อมหรือท่านบริสุทธิ์มีศีลบริสุทธิ์ดังนี้อันนี้อันที่ 1 ต่อมามุกโมคคัลลานเป็นผู้ที่มีอาชีพ ดีอยู่เสมอจึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์แล้วอาชีวะของเราบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลยสาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ตถาคตในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะเลยอันที่ 2 นี่ก็อาชีวะบริสุทธิ์และเหล่านั้นก็จัดเหมือนกันแหละก็ต้นคือว่าท่านเป็นผู้ที่มีบริษัทขาวของไม่เศร้าหมองเลยและสาวกทั้งหลายก็ไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้แก่ท่านแก่พระองค์ท่านเพราะว่าท่านนี้ท่านมีทุกท่านเอง ไม่ต้องมีใครมาคอยช่วยป้องกันให้แก่ท่านหรอกท่านเป็นเป็นแล้วมีแล้วมีเองบริสุทธิ์จริงอันแรกศีลอันที่ 2 อาชีวะอาชีวะนี่ก็คือการดังชีวิตอยู่บริสุทธิ์จริงๆไม่ดังพลอยโลกจริงเอาไม่ได้ทั้งปีไม่ได้อาชีวะคือการยังชีวิตอยู่ยังชีวิตเป็นไปเลี้ยงชีพจะเลี้ยงก็เลี้ยงโดยธรรมของท่านอย่างที่ท่านยืนยันว่าท่านไม่มีอาชีพอย่างชาวโลกแต่ท่านมีอาชีพอย่างทางธรรมอย่างแท้จริงอาชีวะของคนก็อยากจะขอขยายสู่กันฟังเพราะว่าต้องบอกว่าอาชีวะของพระพุทธเจ้าแล้วล่ะก็พวกเรามันไม่มีประโยชน์อะไรมากนักสำหรับฆราวาสห่างๆ บอกว่าอาชีวะของพระพุทธเจ้าแล้วมันไกลเกินเอาอาชีวะไล่ลงมาจะขอขยายไปตั้งแต่อาชีวะต้นๆอาชีวะหมายความว่าการยังชีพอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพอยู่การยังชีพอยู่โดยบริสุทธิ์ตั้งแต่ 1 เรายังชีพอยู่โดยการไม่ฆ่าใครมากิน 2 เรายังที่อยู่โดยไม่ไปเอาของของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเราเรายังชีพอยู่โดยที่เราไม่ไปละเมิดผิดเรื่องเมถุนธรรมของใครตามเมถุนคู่ผู้หญิงผู้ชายของใครและยังชีพอยู่โดยไม่มุสาไม่โกหก ยังชีพอยู่โดยไม่เสพติดสิ่งที่ต่ำทรามที่สุดที่เรียกว่าอบายมุขต่างๆดังนี้เป็นต้นเอาอย่างนี้ผู้ใดที่มีอาชีวะหรือมีชีวิตเลี้ยงชีพอยู่ได้โดยศีล 5 บริสุทธิ์ไม่ฆ่าใครมาเลี้ยงชีวิตไม่เอาของที่คนคนอื่นเขาไม่ได้ให้มาเลี้ยงชีวิตแม่ขโมยลักษมีศีล 5 ไม่ประพฤติผิดผัวเขาเมียใครอยู่ยังชีวิตอยู่ไม่โกหกและก็ไม่เสร็จติดในเรื่องอบายมุขทั้งหลายอย่างนี้เรียกว่าเป็นอริย คนขั้นที่ 1 เป็นผู้มีอาชีวะหรือชีวิตเป็นไปอยู่ในโลกก็เป็นคนดีเป็นคนเจริญในฐานะหนึ่งแล้วเรียกว่าอาชีวะบริสุทธิ์ของพระอริยะท่านโสดาบันเพราะงั้นพวกเราเนี่ยฆราวาสเราจะเทียบอาชีวะบริสุทธิ์ของเราได้เพราะเรามีอาชีวะทุกวันนี้เป็นไปอย่างขนาดไหนอยู่ในระดับไหนถ้าอาชีวะเราเลี้ยงชีวิตอยู่ก็ยังโกหกยังบางทีแหละหลอกลวงใครอยู่บ้างอย่างละเมิดไอ้ศีล 5 อยู่อบายมุขก็ยังไม่ขาดสิ้นอบายมุขก็ยังทุกทีเกี่ยวข้องบางทีติดดับติดดับเอาด้วยอย่างนี้ก็เรียกว่าอาชีวะของเรายังใช้ไม่ได้เลยยังไม่บริสุทธิ์เลยเป็นฆราวาสนั่นแหละยิ่งติดมากยิ่งเลอะเทอะมากยิ่งทำศีล 5 ให้เลอะมากก็ยิ่งแทบจะไม่เชื่อว่าเป็นพุทธเพราะว่าหลักเกณฑ์ของพุธเอามาเทียบเคียงเข้าแล้วบ่มีใครเลยไม่มีอะไรเลยเอาหลักเกณฑ์ถ้ามาเทียบกันแล้วเราไม่ได้เรื่องอะไรเสียงแค่ 5 ข้อก็วัดเอาไม่ได้แล้วมันตั้งค่าข้อความซะด้วยเราก็เลย ชื่อแต่ว่าพุทธที่จริงน่ะไม่ควรเอาพุทธไปเรียกด้วยซ้ำไปขายหน้าเพราะคนที่เป็นพุทธควรจะมีคุณธรรมควรจะเอาหลักเกณฑ์อะไรพวกนี้มาเทียบเคียงได้วัดได้บ้างเนี่ยยังต่ำที่สุดถ้าผู้ใดบริสุทธิ์ในศีล 5 เรียกว่าโสดาปฏิญาณพระคือองค์แห่งคุณธรรมขององค์คุณธรรมของพระโสดาบันมีสีหน้าบริสุทธิ์และศีลข้อที่ 5 ก็คือไม่เสพไม่ติดอบายมุขต่างๆบริบูรณ์ผู้นั้นก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีอาชีพบริสุทธิ์ท่านอริยะเป็นอารยชนหรืออริยชนแล้วผู้ใดยังไม่ถึงยังมีอาชีพ อยู่ยังไม่บริสุทธิ์ก็จงพยายามเถิดเรียนรู้ให้จริงๆทำตนให้เป็นผู้ที่บริสุทธิ์อย่างน้อยมีอาชีวะโดยไม่ต้องท้วงติงมีอาชีวะบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลยให้ได้แต่ถ้าอาชีวะสูงขึ้นก็คือยังคือเลี้ยงชีพโดยที่เรียกว่าไม่เป็นภาพโลกไม่ได้ทำงานเพราะว่าเราเป็นทาสเงินทาบลาภเป็นทาสยศหรือเป็นทาสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรต่างๆเขาว่าลูกนี้ดีต้องไปเอามาให้ได้เพราะว่ารถนี้ดีต้องไปเอามาให้ได้เพราะว่ากลิ่นดีเขาว่าสัมผัสดีเสียงดีจะต้องไปเสพสมสุขสมให้ได้อะไรเงี้ยมากมายถ้าเผื่อว่าผู้ใดยังมีชีวิตตะลอนตะลอน สุขุมวิท 22 เหน็ดเหนื่อยแสวงหาหลงเป็นทาสลาภยศล้มเป็นทาสรูปรบเป็นเสียงสัมผัสเกินไปก็อาชีวะก็ยังไม่บริสุทธิ์มีอะไรนักแต่ถ้าเผื่อว่าบริสุทธิ์มาจากศีล 5 บริสุทธิ์จากอบายมุขได้แล้วก็ดีขั้นพื้นฐานขั้นต้นแล้วล่ะเรียกว่าโสดาบันแล้วเพราะงั้นจะดีขึ้นไปอีกต้องมาเรียนรู้ภพภูมิอย่างนี้อีกแล้วก็เหนือภพนี้ให้ได้เหนือภพนี้ให้ได้เกี่ยวกับวัตถุด้วยจิตด้วยนะเพราะจิตคนสวยอธิบายเมื่อคืนนี้พบจะเอาจิตกิเลสที่ในจิตจึงกิเลสที่สมัยเขียนรูปสามเหลี่ยมไว้ กิเลสนั่นต่างหากที่บอกว่าหมดครบหมดชาติมันไม่ใช่ว่ามันไปหมดพบหมดชาติที่ไปเป็นตายเป็นตายเกิดเนื้อหนังมันก็เปล่าก็จริงนั้นเรียกว่าพบในเราเรียกว่าภวังค์เรียกว่าภพข้างในจิตมีกิเลสนั่นแหละติดอยู่ที่จิตศีลข้อที่ 5 เป็นข้อยืนยันส่วนพบข้างนอกมันมีภายนอกพบภายนอกที่ประกอบไปด้วยวัตถุหรือเป็นกรอบไปด้วยรูปรถที่เสียงสัมผัสประกอบก็ได้ของข้างนอกมันก็เป็นส่วนเกี่ยวพันเราก็หลุดขาดจากมันจริงด้วยบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลยใครทวงจริงไม่ได้โทษจริงไม่ได้เห็นชัดแม้แต่ลาบ จะเอามาให้ก็เห็นชัดว่าไม่ได้ติดพบร่างไม่ได้ติดภพแห่งยศไม่ได้ติดพบเห็นรูปรถติดเสียสัมผัสอย่างแท้จริงแสดงอย่างไม่แยแสตัดปล่อยสะอาดได้จริงๆเราจะต้องรู้จักทั้งพบนอกและพบในด้วยและที่จะขาดจริงก็ต้องพบนายนั่นแหละไม่ใช่เฉโกไปข้างนอกขาดแต่ข้างในไม่ขาดไม่ใช่เลยยิ่งพวกข้างในขาดก็จะต้องเข้าใจข้างนอกด้วยถ้าข้างในจิตมันขาดกิเลสมันไม่ติดไม่ยึดแล้วเราจะต้องแสดงความบริสุทธิ์ให้เห็นเด่นชัดให้ได้ยืนยันจึงจะเห็นได้ว่ามันบริสุทธิ์อย่าให้เข้าใจยากอย่าให้ย้อน ให้มันสะอาดให้มันขาวผ่องให้มันดูกระจับกระจ่างจึงจะเรียกว่าบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลยเนี่ยอธิบายอาชีวะเป็นชั้นๆให้ฟังนะนี่อันที่จริงมีของพระพุทธเจ้าท่านจัดว่าท่านยืนยันของท่านแต่ทีนี้อาชีวะของท่านจะพึ่งกล่าวแต่ตอนนี้เรากำลังจะไล่ไปจนถึงปัจจุบันธนาคารมีธรรมจนกระทั่งตัดภพของโลกกามคุณโลกธรรม 8 ได้อย่างยาวไปหมดเหลือโลกอาจจะมันหรือโรคหัดอัตราการมีทีนี้ก็จะต้องอยู่เหนือโลกอนาคต ราคามีจะต้องเรียนรู้มีอาชีวะมีชีวิตยังชีวิตอยู่โดยไม่เป็นทาสจิตตนเองไม่เป็นทาสสิ่งที่หลงหลงเลอะๆเป็นอัตภาพต่างๆอัตภาพที่หลงไปปั้นภาพปั้นพบปั้นภูมิเป็นวิมานเป็นสวรรค์เป็นรสเป็นชาติเป็นอะไรต่ออะไรอยู่ที่เป็นรสชาติของตนเองอ่ะบ้านเอาแล้วก็เสียเอาเองเออไม่ต้องไม่อยู่ใต้อำนาจนั้นต้นเหนือแม้แต่จิตตนเองจิตที่ตัวเองไปติดภพสงบอย่างนี้เหมือนฤาษีชีไพร อัตตกิลมถานุโยคอย่างหยาบๆมันไม่ต้องทรมานตนนั้นก็ใช่แต่อัตตกิลมถานุโยคหรือว่าอัตตาเหน็ดเหนื่อยลำบากลำบนเพราะไอ้อัตราพวกนี้แล้วก็ไม่พ้นไม่พ้นบริสุทธิ์ร่วมส่วนมันมีอีกมันลึกซึ้งอัตราที่ไปติดภพผิดพลาดผิดภูมิอะไรของอย่างฤาษีก็ไปติดเนี่ยนึกว่าสวรรค์มีภาพมีภูมิมีแดนอยู่อันที่ไหนก็ไม่รู้ปั้นก็ไปที่จิตเองเป็นมีภาพมีอะไรแล้วก็นั่งหลับตาก็ปั๊บก็ไปถึงสวรรค์นั้นไปถึงวิมานนั้นหรือไปถึงพบนั้นแม้ที่สุดก็ไปถึงพบที่เป็นโรคประสาทเอารูปประชานดับจิตเข้าไปเพราะติดดับจิตสนิทเข้าไปติดหรือว่าพบที่เข้าไปสร้าง ราศีธนูแล้วก็เข้าไปติดในวันนี้ไม่ได้พูดอะไรละเอียดหรอกนะจะพูดผ่านๆอย่างนี้ก็เป็นภพภูมิของอัตภาพหรืออัตราเราจะต้องเรียนรู้อัตราแม้อย่างนี้แล้วเราก็จะต้องไม่ติดไม่ยึดจริงๆไม่ได้หลงว่ามันอร่อยหรือว่ามันน่าเสพหน้ามีไม่ติดเพราะฉะนั้นพระอนาคามีจะมาเรียนรู้จิตที่ละเอียดต้องไปอีกมากเป็นอุปกิเลสต่างๆเป็นอาสวะเป็นอนุสัยอีกต่างๆมากมายและมีจริงผู้ที่รู้ด้วยภาษาก็รู้ทั้งภาษาและผู้ที่มีสภาวะธรรมก็จะรู้จิตของเราเองจริงๆเลยตรงกับภาษาตรงกับตำราตรงกับไอ้ในพระไตรปิฎกหรือว่าในพระสูตรที่เรียนหรือแม้แต่ในพระอภิธรรมมีจริงแล้วเรา ต้องลดละไม่ตกเป็นทาสอุปกิเลสเหล่านั้นไม่ต้องเป็นธาตุอาสวะอนุสัยเหล่านั้นอย่างแท้จริงจึงจะเรียกว่าเหนือภพในจิตเป็นภวังค์ไปพบจิตในจิตพระอนาคามีก็จะมาทิ้งพวกเหล่านี้ได้อีกหยาบๆนั่นน่ะไม่แยแสมาแล้วล่ะตั้งแต่เป็นกามารมณ์เป็นกามคุณแต่ว่ามันจริงๆไม่ใช่ปากว่าตาขยิบไม่ใช่บอกว่าว่างจิตว่างไปเสพแล้วก็เสพอยู่กับจิตด้วยก็ว่าว่างปากก็ว่างแต่เสพอยู่ไม่ใช่ถ้าได้ไม่จำเป็นไม่ยุ่งเกี่ยวไม่ต้องต้องหาต้องพลาดกันได้เด็ดขาดแล้วไม่ยุ่งเกี่ยวหรอกเพราะงั้นพระอนาคามีเนี่ยตามมาราคะไม่มีไม่มีกาม ปฏิฆะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่างนี้ไม่มีมีแต่เรื่องของอัตภาพหรืออัตตาข้างในตัวตนในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีขั้นตอนนะมีขั้นตอนมีชั้นเชิงเพราะเราต้องพยายามปฏิบัติให้งานในเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายให้เป็นชั้นๆเชิงๆไปอย่างอย่าให้มันหมดให้ได้จริงๆก่อนไปเรื่อยๆและอย่างสูงขึ้นสูงขึ้นละเอียดขึ้นก็ให้มันรู้จริงเรื่องอัตภาพหรืออัตรานี้ไม่ใช่เรื่องจะพูดกันเล่นง่ายๆเป็นของละเอียดใช้ปัญญาลึกซึ้งทั้งปัญญาเข้าใจจริงด้วยชั้นเชิงของความรู้และจะต้องรู้จิตที่เป็นอันตรายอย่างแท้จริงจับจิตตัวเองได้ด้วยเพราะจะต้องฝึกมาตั้งแต่เป็นโสดาสกิทามาเป็นจักรกฤษณ์ทาแล้ว เข้าใจสภาวะของอาการจิตมีอาการแตกต่างกันอย่างนั้นอย่างนี้จะเห็นชัดทีเดียวจะเข้าใจชัดทีเดียวแล้วก็เราก็ทำให้จางคลายทำให้อาการที่มันเป็นอาการอย่างที่มันเสพมันติดอะไรของทางกิเลสอย่างหยาบอย่างกลางอะไรลดลงไปได้หมดจนไม่มีกามราคะที่จิตจิตว่างจิตปล่อยปละสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใช้งานได้รูปรถติดเสียงสัมผัสไม่เป็นทาสแต่มันยังมีจิตอยู่ในข้างในอีกอัตภาพต่างๆพวกนี้อัตราต่างๆตรงนี้ซึ่งเราเรียกอัตโนมัติแต่ก็แปลกันไปแค่หยาบๆว่าไปทรมานตนไปนั่งตะปูไปเดิน บนไฟไปทำอะไรตรงนี้มันก็ใช่เป็นอัตนิยมไอ้นั่นมันหยาบๆศาสนาพุทธเราไม่ทำหรอกแต่นอกจากนั้นและอัตลักษณ์จะมีชั้นเชิงดังกล่าวแล้วไปอีกเยอะมโนอัดตาอารมณ์ต่างๆต้องเรียนรู้ล้วนแล้วแต่ไปลำบากลำบนกับอัตราที่เราไม่รู้เท่าทันมันทั้งนั้นและก็เป็นท่าอัตตาต่างๆพวกนี้นี่เราต้องเรียนรู้แล้วก็จะต้องเลิกพระอนาคามีจะมาเรียนพรุ่งนี้แล้วก็ตัดระหว่างปล่อยได้เมื่อระวังปล่อยได้แม้แต่เราจะต้องเป็นทาสสรรเสริญสรรเสริญนี่ก็ยังเป็นอัตราชอบแต่ความชมเชยความใหญ่หลงเป็นมานะทิฐินั่นเองน้องมานะสังโยชน์ หลงว่าตัวเองใหญ่หลงเอาตัวเองเป็นอำนาจเอาตัวเองว่าเป็นคนดีหลงตัวว่าเป็นคนดีคนสูงคนยอดแล้วก็ไปเที่ยวข่มขี่คนอื่นไปเที่ยวดูถูกคนอื่นจนกระทั่งเราไม่รู้ฐานะของเขาไม่เกื้อกูลเขาไม่อนุโลมให้แก่เขาบ้างจะเอาให้เขามาเท่าเราแข็งขันเอาเข้มงวดเคร่งจัดเอาเขาหมดอย่างนี้ก็เรียกว่ายังเป็นมานะเราจะต้องมารู้จิตของเราจริงๆแล้วจิตของเราจะลดละเลิกได้เพราะปล่อยฐานะของอัตตาจนรักอัตตาได้ก็เป็นพระอรหันต์หมดแม้แต่มโนระยะอัตราก็ไม่สงสัยไม่หลงไหล อัตราอัตราที่ยังละเอียดเบาบางซับซ้อนก็ไม่หลงใหลรู้แจ้งและปลดปล่อยได้จริงเป็นพระอรหันต์อย่างนี้จึงจะเป็นอาชีพหรืออาชีวะบริสุทธิ์ขึ้นไปกินผู้ที่เป็นอนาคตเป็นผู้ที่ไม่เอาใจใยดีแล้วกับบ้านช่องเรือนชาญพวกกษัตริย์สมบัติอะไรเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของลาภยศไม่อยู่ตามอำนาจของทรัพย์สมบัติไว้อยู่ใต้อำนาจของอะไรแล้วล่ะเพราะฉะนั้นพระอนาคามีท่านถึงบอกเรียกว่าเป็นพวกธนาคารที่ เอาถ่านแล้วเรื่องบ้านช่องเรือนชาญใครจะเอาไปใครจะเอายังไงยังไงก็ไม่หวงไม่เห็นแล้วก็ไม่อยากเอาภาระด้วยไม่อยากเอาภาระหรอกเพราะว่าเป็นเรื่องยุ่งท่านอิสระเหมือนนกน้อยดีกว่าเพราะใครมีภูมิฐานจิตขึ้นถึงอนาคาริกหรืออนาคามีแล้วจึงไม่ไม่ไม่อยากจะมีชีวิตหรืออาชีวะจะไม่อยากผูกพันอยู่กับบ้านช่องเรือนชาญที่เป็นสมบัติขอบเขตแคบๆดิ้นไปไหนก็ไม่เคยรอดทุกๆอย่างนั้นไม่หรอกถ้าท่านอนาถานี้ขายหรืออนาคตจิตใจมันไม่มันอยากจะอิสระและก็มาอยู่กับจารีตประเพณีหรือระเบียบหรืออาชีวะพระพุทธเจ้าพาไป รถพวกนักบวชเนี่ยออกมาเนี่ยไม่เอาแล้วกามคุณพวกที่เป็นพระอนาคามีหรืออนาคตแท้เนี่ยออกมาบวชทิ้งบ้านช่องเรือนชานเรือนชาญมาแล้วที่ทิ้งโภคทรัพย์สมบัติมาแล้วเนี่ยก็จะมามีอาชีพหรือมีอาชีวะเลี้ยงชีพอยู่เป็นนักบวชของพระพุทธเจ้าโดยมีอาชีพที่บริสุทธิ์มีบิณฑบาตเป็นอาชีวะใช้ผ้าใช้ผ่อนที่เขาถวายหรือใช้ผ้าบังสุกุลบ้านช่องเรือนชาญไม่มีมีแต่ที่ที่เขาเป็นของกลางสงฆ์ เป็นของที่เขามาถวายให้ใช้ทรงไหนทรงองค์ไหนองค์ไหนก็ใช้ได้เป็นของกลางๆไม่ได้ยึดเป็นของตัวเองอาศัยพัดพัดพาไปทำประโยชน์ไปตามกาละเทศะมีชีวิตอย่างนกน้อยแสดงให้เห็นถึงความเป็นของของเรานั้นน้อยไม่สะสมไม่ผูกพันไม่หอบหวงหาบหามอะไรไว้ว่านี่เป็นของเราของเราของเราจนหยาบหยาบใหญ่จนใครๆเห็นเขาก็พูดอะไรกันน่ะเยอะแยะของคุณทั้งนั้นเลยอะไรต่างๆนานาได้ก็ของคุณบ้างก็ของคุณกุฏิหลังใหญ่นี่ก็ของคุณเงินทองนี่ก็ของคุณมีบัญชีคุณฝากไว้ดีกว่าของคุณนี่โอนี่เครื่องประดับประดาอะไรเนี่ย คุณทั้งนั้นไม่หรอกเพราะธนาคารมีแท้จริงไม่ได้ติดแล้วไม่ได้เสพสุขกับเรื่องพวกนี้แล้วแล้วท่านจะ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive