220208-2-029 ทางเอกภาค2-ตอน029(หน้า058)-พ่อท่าน-สันติอโศก-R999.txt

โฟลเดอร์2522-23-24 MP3 ทางเอก-ภาค2- 323 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์205 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์พุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าบรรยายทางเอกภาค 2 บทที่ 11 ที่พุทธสถานสันติอโศกเอามาเรียนกันถึงหน้า 58 กำลังจะมาสรุปฟังในภาษาเรียกกับสภาวะที่เป็นจริงโดยเฉพาะเมื่อผู้ที่จบแล้วก็จบกันและพูดจบแล้วก็จะอนุโลมถือว่าจะกลับไป คำกิริยาหรือว่าไปใช้บทบาทไปใช้อะไรที่มันเป็นสภาพของชาวผู้ที่อยู่ในฐานะต่ำกว่านั้นอีกเวียนวนกลับไปได้เช่นพระอรหันต์อาจจะไปใช้โสมนัสสหัสนี้เป็นต้นไปใช้อาเฮียตุ๊กแกกินตัวนี้มันอยู่ในหมวดอาเฮดปกติเป็นจิตที่เหมือนกับไม่รู้เหตุแต่เพราะอาหารท่านรู้เหตุรู้เข้าใจแล้วเวลาต้องไปใช้ถ้าเกิดใช้อย่างรู้แล้วก็ใช้อย่างประมาณใช้อย่างเข้าใจเราจะใช้ขนาดนี้ประมาณเท่านี้โดย ปัจจัยเท่านี้ท่านจึงใช้ผู้ที่รู้กันก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ท่านใช้เป็นสิ่งที่ท่านอนุโลมมาไม่ใช่ของประจำไม่ใช่ของประจำของท่านหรือไม่ใช่ของที่เป็นจริงเป็นจังตามใจของท่านหรือว่าท่านเองจะเรียกว่าใช้เองของท่านเองไม่ใช่ท่านใช้เพื่อผู้อื่นท่านทำเพื่อผู้อื่นเป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นต่างหากเพราะการยิ้มแย้มของพระอรหันต์จึงไม่ใช่ ยิ้มแย้มของตนเองจะเป็นการยิ้มแย้มที่รู้สมมติสัจจะที่จะต้องใช้ตามเหมาะตามควรเพราะเราจะได้ยินในพระไตรปิฎกแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแย้มพระโอษฐ์อะไรเนี่ยการแย้มพระโอษฐ์มากขึ้นมาคราวใดพระอานนท์จากข้อสังเกตเสมอจะถามจะถามว่าทำไมแย้มพระโอษฐ์มากเรื่องอย่างไรมีเรื่องอะไรหรือพิเศษอะไรอย่างนี้ต่างๆถ้าเผื่อว่าธรรมดาแล้วก็ท่านก็จะมีปฏิสัมพันธ์ธรรมดายิ่งนายหน้าอะไรต่ออะไรอยู่เป็นธรรมดาปกติก็โอนขึ้นไปมากกว่าปกติ วิธีการโดนเคยรู้ความผิดปกติคือมันมีหลายชั้นอย่างสมมุติว่ายิ้มเธอก็ยิ้มเป็นธรรมดาธรรมชาติที่จะให้มันเป็นอยู่สำหรับเกี่ยวข้องสัมพันธ์สัมผัสกับหมู่ชนอะไร

อ่านต่อ

ต่ออะไรเป็นธรรมดาขนาด 1 ถ้าเผื่ออะไรที่มันมีผิดปกติขึ้นมาอีกมันก็มีซ้อนซ้อนอยู่ในสำหรับคนที่ใกล้ชิดกันคนที่รู้ความเคยความเป็นที่แตกต่างหรือที่พิเศษขึ้นมาก็จะทักจะถูกเพราะว่ามันมีเหตุที่จะต้องเป็นเหตุมากกว่าปกติแน่นะทีนี้เป็นต้นแต่เรื่องของการยิ้มแย้มนี้ไปอีกจุดหนึ่งเท่านั้นที่เอามา ประกอบในการยกตัวอย่างที่จะอธิบายเป็นชั้นเป็นชั้นจับขึ้นมาให้ฟังแล้วพร้อมกันนั้นก็ได้อาศัยอธิบายให้รู้รายละเอียดของความรู้ในแง่หนึ่งเรื่องของศักดิ์สิทธิ์ทุกบาทนี้ไปด้วยเอาต่อเราอ่านต่อดูเฉดสุดท้ายแต่ที่จริงจิตที่ยังหัวเราะนั้นเพราะจะชนและพระอริยะที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ก็หัวเราะด้วยลักษณะโสมนัสนี่เช่นกันนั่นแหละสวดพระอรหันต์ซะอีกท่านยิ้มแย้มด้วยความเฉย ในวงเล็บไม่เรียกว่าหัวเราะสักแต่ว่าเป็นกิริยาจริงๆท่านยิ้มแย้มก็เพราะต้องมีสมมุติพวกนี้สำหรับปฏิสันถารกับคนอื่นบ้างท่านจึงยิ้มแย้มเพียงขนาดอยู่ในหน้าไม่เห็นไรฟันเป็นสภาวะเพียงบอกลักษณะบอกรูปลอยลางๆบางๆเท่านั้นถ้าเป็นสีก็เพียงเรียกว่าสีขาวนั่นเองในวงเล็บสิตะแปลว่าขาวนะคือยังไม่มีสีอะไรยังถือว่าบริสุทธิ์ที่สุด แต่ก็มีสีระยำกลางก็ขนาด 50 ยิ้มแย้มเพราะเห็นไรฟันให้เห็นแจ้งชัดเจนขึ้นมาหน่อยและนับเป็นอารมณ์ที่มีมากหน่อยกว่าชิตะคือร่าเริงร่าเบิกบานสดใสอันเป็นวิสังขารคือปรุงขึ้นมาด้วยเจตนาดีแท้ที่มีสติเต็มหรือปรุงอย่างยิ่งซึ่งเป็นสังขารของพระอรหันต์ในวงเล็บยาติดอยู่เพียงภาษาเป็นอันขาดกล่าวคือท่านสร้างสมมุติอยู่กับโลกเขาโดยสัจจาอนุโลมยานไปตามกาลเทศะอันควร สวดพระอริยะที่ยังไม่ถึงพระอรหันต์ก็หัวเราะขนาดวิศวะจิตตะคือหัวเราะเบาๆมีเสียงเบาๆหรืออย่างมากก็ขนาดอุปสรรคคือหัวเราะจนกายไหวบ้างอันมีเป็นระดับๆอยู่ซึ่งก็ต่างกับคนชุมชนคือหัวเราะกันขนาดอกหักคือหัวเราะจนสนั่นหวั่นไหวหรือจนขนาดอธิษฐานคือหัวเราะจนสั่นพริ้วและโยกโคลงเป็นทั้งตัวหรือถึงมีอาการพิกลพิการใดๆก็เป็นไปได้นี่เป็นชื่อภาษาบาลีที่กำหนดหรือว่าเรียก สมมุติในขนาดของการหัวเราะที่รปภขยายอธิบายเป็นภาษาไทยๆกำหนดขนาดกำหนดความอยากความแรงด้วยความจัดกว่ากันตามที่อธิบายไว้เป็น 7 ชั้น 7 ชั้นมีนี่เป็นเรื่องที่เป็นไปจริงแม้แต่การจะหัวเราะหรือสมนัดอย่าว่าแต่เรื่องทองมานัดเลยเดินทุกคนนั้นของพระอรหันต์ท่านไม่มีไม่มีแล้วท่านก็เฉยๆทีนี้การเฉยเนี่ยท่านรู้แล้วท่านเข้าใจแล้วท่านเป็นไปได้แล้วได้แล้วแล้วท่านก็จะต้องรู้สมมติโลกอีกด้วย วัฒนธรรมไทยต้องกดทำได้ท่านทำหัวเราะท่านก็ต้องทำได้แต่ถ้าทำยิ้มแย้มท่านก็ต้องทำได้แม้ทำได้ก็ต้องรู้ค่าของโลกรู้ความควรอันเป็นสัมมาให้เป็นความเหมาะสมพอดิบพอดีพอเป็นประโยชน์พอเป็นพอเป็นไปที่จะอนุโลมได้มีสัญญาณถ้าก็ใช้แต่ไม่ใช่เพื่อทำเองนะแต่กล่าวแล้วเมื่อกี้ว่า 50 กว่าบาทของท่านอะไรที่ตัวนี้แปลว่าร่าเริงแปลว่าความอยู่อย่างสดชื่นร่าเริงอาชีพก็คือการสนุกสนานกันได้ก็แปลผิดอะแปลว่าสนุกสนานเพลิดเพลิน ร่าเริงร้อยลักษณะการแสดงความเพลิดเพลินร่าเริงก็มีขีดมีขนาดแล้วพระอรหันต์ก็จะต้องอนุโลมอยู่เป็นสมมติสัจจะเพราะตัวท่านเองท่านศูนย์แล้วศูนย์ไม่ต้องไปบอกใครไม่ต้องอะไรของใครของใครก็ของใครว่างเฉยสบายสบายและหัวเราะมันก็ไม่ได้ยากอะไรนักหรือยิ้มมันก็ไม่ได้ยากอะไรนักเพราะท่านก็จะยิ้มแย้มหรือว่าหัวเราะบ้างแต่ก็มีขนาดดังกล่าวแล้วเมื่อแบ่งละเอียดออกไปเป็น 6 ขนาดพระอรหันต์ก็จะยิ้มแย้มอยู่เพียงสิตะกับอสิตะมิฉะนั้นสิตะเนี่ยเป็นการกำหนด แปลว่าขาวมันเหมือนกับว่าถ้าเผื่อว่าสิ่งนี้เริ่มต้นมีก็มีแค่ว่าถ้าเป็นสีก็แค่สีขาวยังไม่ใช่สีอะไรมากมายขนาดนั้นเลยสีขาวเลยเราไม่เรียกว่าสีด้วยซ้ำไปถ้าว่าไปจะว่าไปเราก็เรียกไม่เรียกว่าสีด้วยซ้ำก็เป็นได้เข้าใจกันแล้วว่าสะอาดที่สุดถือว่าสะอาดที่สุดหรือเจอที่สุดสีขาวสีจืดที่สุดสีที่มันไม่มีสีแต่ก็จะถือว่าไม่มีสีไม่ได้สีขาวมันก็ต้องเป็นสีแต่มีขนาดอย่างนั้นแหละก็เลยเอาสมุดใช้ พอเริ่มมีมันจะมีอยู่ขนาดใดก็ตามการยิ้มแย้มก็มีอยู่ในลักษณะมีลักษณะเท่านั้นเองไม่ได้มีหวือหวาไม่ได้มีแรงจัดแรงจ้างอะไรขึ้นมาแน่เริ่มต้นมีก็เข้าใจโดยประมาณโดยการกำหนดก็แล้วกันว่าจะมีอยู่เป็นธรรมดาแต่ยิ้มแย้มด้วยสิตัดเป็นธรรมดาและโดยที่แท้จริงแล้วล่ะก็เพราะอรหันต์หรือพระอริยะก็ใครเห็นก็น่าจะเข้าไปใกล้ชิดเพราะการที่จะปฏิสันถารด้วยสีหน้าหรือว่าการยิ้มแย้มหรือว่าการให้เห็นได้รู้ได้โดยกรรมกิริยาจะเป็นมหากิริยา มหากาฬนี้ก็จะต้องเป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นก็เป็นมหากุศลมหากุศลจะเป็นไปได้ด้วยดีจะเป็นไปได้ไม่เหมาะสมจะเป็นไปได้ด้วยอย่างใดอย่างใดขนาดใดก็อยู่ที่วิบากของผู้นั้นก็เป็นมหาวิบากของผู้นั้นผู้นั้นแล้วพระอรหันต์บางพวกบางคนได้สร้างวิบากมีหน้าตายิ้มแย้มอยู่ดีเองมันจะเป็นวิบากเลยแม้แต่รูปขันก็จะมีวิบากกว่าหน้าตาคนนี้ดูแล้วดูร่าเริงยิ้มแย้มอยู่โดยที่เราไม่ต้องฝืนให้มากโดยที่เจ้าตัวไม่จำเป็นจะต้องไปทำสีหน้าหรือว่าพยายามเพิ่มอารมณ์ใส่สีหน้าให้ดูยิ้มแย้มร่าเริงเราพยายามเข้าใจ การเพิ่มอารมณ์ให้แก่สีหน้าของเราว่าเราจะอยู่อย่างเป็นผู้ที่ยิ้มแย้มเป็นอย่างไรก็คิดว่าคงไม่มีใครจะสงสัยหรือว่าคงไม่มีใครจะไม่เข้าใจทำไม่ได้เราจะทำให้สีหน้าของเราดูร่าเริงยิ้มแย้มเบิกบานมันก็ทำทำได้แล้วก็ควรทำควรฝึกการฝึกก็เกิดปฏิกิริยาหรือเกิดวิบากเกิดผลึกมามากก็เป็นผลตกไว้มากค้างไว้มากหรือสั่งสมไม่มากเป็นบารมีอยู่มากไม่ฝึกก็ไม่เป็นฝึกไปในทางทำหน้าเศร้าหน้าก็เศร้าฝึกไม่ได้ทำหน้าเครียดหน้างิ้วหน้างอหน้าของนิ้วก็งอทำหน้าย่นหน้าสยิวหน้าสยิว ดูหน้าครึ้มอยู่มันก็ขรึมทำหน้าสยิวมันก็สยิวทำหน้าถนนขึงไว้บ่อยๆก็เป็นวิบากของคนหน้าถนนทึงเป็นจริงๆเพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะใคร่ขอเตือนพวกเราว่าให้ระลึกให้สำเนียงในจุดนี้กันด้วยเราไม่ได้เป็นพุทธะอย่างน่าจะถึงหรือหน้าสยิวหน้าที่ไม่ใช่ผู้อ่านพุทธะไม่ใช่ผู้ที่น่าจะถึงหน้าสยิวนาเฉยเมยไม่ใช่แต่เป็นผู้ที่ร่าเริงเบิกบานเป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่น เหมือนกับมีสติแวววายเป็นผู้ตื่นอยู่เป็นผู้รู้ไม่ใช่เป็นผู้ที่เซ่อๆทำหน้าเซ่อๆไม่รู้แล้วเหมือนผู้ไม่ตื่นไม่แววไวเหมือนผู้ที่ซึมเศร้าลักษณะที่อธิบายอยู่ขณะนี้เป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับคำว่าพุทธะหรือเป็นผู้ที่ไม่ร่าเริงไม่เห็นหน้าตาแล้วคนนี้ไม่สบายหรือเปล่าป่วยหรือเปล่าอย่าว่าแต่หน้าเลยบางทีเนี่ยกิริยาผมเองเคยโดนเหมือนเคยเล่าแล้วโดนทักเข้าสะดุดตัวเองสะดุดเหมือนกันที่ไปสวนโมกข์แต่ก่อน พรุ่งนี้ผมต้องเน้นเดินก็ช้าทำอะไรก็ช้าทำอะไรเชื่องหน่อยจังหวะที่เราตอนนั้นมันยังไม่มีอะไรมากเราน้อยเราก็ต้องสร้างเราก็ต้องพยายามทำจุดถ่วงดุลลงมามากถ้าสังเกตุได้พวกเราแต่ก่อนนี้แม้แต่บิณฑบาตนี้ก็เดินช้ากว่านี้ช้าเป็นจังหวะเรียกว่าเจตนาเลยอ่ะเป็นสโลโมชั่นเลยแม้แต่เดินไปเดินมาแม้แต่โน่นจะมีแม้แต่กิริยาของกายกรรมน่าจะทำอย่างนั้นเอาไปเดินอยู่ที่นั่นแล้วมีคนทักว่าท่านไม่สบายเหรอเดินจำได้ไม่ ไม่ได้ลืมนะที่พักอยู่ที่สวนมอพระองค์นี้ถ้าไม่สบายซึ่งเราไม่ได้เป็นอะไรเราก็ต้องรีบตอบหมอปลาเค้าจะมาสบายดีแล้วจะมาไม่ได้เป็นอะไรที่ท่านทำไมเห็นถึงเสื่อมนึกว่าท่านไม่สบายเราก็สะดุดอ๋อเขาจับกิริยาอันนี้ว่าเราไม่สบายเราก็นึกว่าเราไม่สบายเพราะอะไรเขาเขียนอะไรเขาถึงก็ทักเขาก็บอกบอกจุดที่เขาจับเออเห็นๆเห็นเห็นเสื้อว่างั้นแต่เราก็เข้าใจทันทีว่าอ๋ออันนี้เราผิดพุทธะไปหน่อยแล้วนะแต่ก็เข้าใจที่จริงตอนนั้นก็ ความเจตนาของเราที่จะทำให้มันช้าที่จะทำให้มันทวงเราก็เข้าใจของเราอยู่แต่เขาทำให้เขาทักมานี้เราก็ทำให้เราเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกบางทีเนี่ยในบางโอกาสบางขนาดหรือบางอันมันทำให้คนอื่นสะดุดมากเหมือนกันนะจนกระทั่งไม่รู้จักกันแต่รู้จักกันก็อีกเรื่องนึงไม่รู้จักกันไม่เคยรู้จักกันเขาพักเนี่ยแสดงว่าเขาเกิดจิตเค้าจิตจิตกุศลก็ไม่ได้ทำด้วยจิตร้ายและจิตจิตกุศลก็ทำได้จิตเจตนาดีถ้าเผื่อว่าไม่สบายเขาจะรีบช่วยเป็นพระนี่ฉันไม่ได้จิตอกุศลอะไรเพราะงั้นเราก็จะต้องเข้าใจในโอกาสในขณะแต่ถ้าเราเจตนาอยู่เรารู้อยู่ว่าเป็นอย่าง เราก็ไม่มีปัญหาซึ่งพอก็ทักผมก็ไม่มีปัญหาอะไรก็รู้แล้วก็ประมาณก็ลองคิดก็ต้องเห็นหรอกเข้าใจแล้วก็เราก็ยังดำเนินบทบาทนั้นอยู่นั่นแหละเราก็ไม่ได้แปลผิดอะไรแสดงว่าเข้าใจแล้วก็บอกขายความซะให้เขาเข้าใจเพราะเขาเข้าใจแล้วแล้วก็แล้วไปอย่างนี้เป็นต้นเพราะว่าแม้แต่กิริยากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมหรือแม้แต่อิริยาบทอะไรต่างๆแม้แต่สีหน้าสีตาแม้แต่การเป็นอยู่การเคลื่อนไหวการทำอะไรต่ออะไรต่างๆนานามันมีสมมติมันมีบอกมีบัญญัติมีการกำหนดให้คนรู้คนเข้าใจคนผู้ใดจะสัญญาจะกำหนดจะอ่านมันก็อ่านออก จะเอาอะไรไปตามที่เขาเข้าใจเพราะเราควรจะให้เขาได้แค่ใดเรามีเจตจำนงมีความมุ่งหมายขนาดใดพวกนี้เป็นรายละเอียดนะท่านผู้ที่ควรจะกระทำไม่สมส่วนก็ควรจะต้องฝึกให้เกิดวิบากที่ดีนอกจากผู้จะอนุมัติโลมถ้าผู้ใดจะอนุโลมลงไปอีกทางกว่าจะทำให้มากกว่าวิบากที่เป็นไปกี่บาทที่เคยชินก็อีกเรื่องนึงที่เราจะให้มันเปิดวิบากที่พอเหมาะพอสมก็ควรจะรู้ว่าตอนนี้เราจะสร้างวิบากไว้ให้มากๆเพื่อจะให้เป็นนิสัยและทรงอยู่มากๆหน่อยแต่พระพุทธเจ้าท่านได้สร้างวิบากจงบิณฑบาตให้เป็นนิสัยจง ผ้าบังสุกุลให้เป็นนิสัยจงนอนโคนไม้ให้ได้ให้อยู่ให้ได้เป็นนิสัยอย่างเช่นยาดองในน้ำหมดหน้าให้เป็นนิสัยอย่างนี้เป็นต้นก็คือให้ฝึกวิบากให้กระทำตนให้เกิดนิสัยให้เกิดเป็นไปได้เป็นติดตัวเมื่อใดเมื่อใดเกิดอาการนี้เกิดเรื่องนี้เป็นอย่างนี้เป็นปกติเป็นเรื่องไม่ทุกข์บิณฑบาตอย่าทุกข์บิณฑบาตรเป็นนิสัยเป็นบิณฑบาตจริงๆบิณฑบาตเป็นเรื่องปกติเป็นนิสัยของเราเหมือนเราทำอย่างโน้นอย่างนี้ติดตัวแม้ไม่ได้มีเจตนาแม้ไม่ได้มีสติเข้าไประมัดระวังสำรวมทั้งวอนจนเกินไปอะไรก็เป็นเองเป็นนิสัยทำจนติดนิสัยทำจนติดจนเป็น จนเคยในตัวให้ได้เคยสบายปกติเร็วกว่านิสัยหรือเมื่อเป็นแล้วเราก็เรียกว่าเป็นผลสำเร็จผลสำเร็จนั้นเมื่อเป็นนิสัยได้เมื่อเป็นวิบากแล้วเป็นผลสำเร็จแล้วเป็นมหาวิบากแล้วมันก็ไม่ต้องยากมันก็สบายแล้วมันควรทำไหมแล้วมันประโยชน์ไม่เป็นนะเพราะว่าขอให้เราสำเนียงจุดที่ว่านี้พวกเราถ้าใครสัมผัสแล้วพวกเรานี่ไม่ใช่เป็นคนที่หน้าบึ้งตึงไม่ใช่น่าจะอยู่กับหมวดจะอยู่ครึ้มเกินไปถ้าอยู่คนเดียวของเราปกติเราไม่ต้องเพิ่มแรงอะไรขึ้นมาเราจะอยู่สบายๆก็คือหน่อยก็ แต่ถึงแม้คนนั้นก็ตามการฝึกนั้นก็เราก็ควรจะมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวตลอดเวลาเราควรจะเป็นอย่างไรอยู่อย่างไรอิริยาบถควบคุมสังวรระวังผู้ที่มีอารมณ์ละเอียดมีจิตละเอียดแล้วจะคอยระวังจะฝึกปรือจะเข้าใจมีฐานจิตสูงและเป็นพระอริยะชั้นสูงขึ้นมาแล้วผู้นั้นจะฝึกฝึกตนจะเดินจะเหินจะไปจะมาจะวางท่าวางทางจะสำรวจและการนั่งการยืนการเดินการนอนการขยับแขนขยับขาด้วยเยี่ยวแขนไฟขาส่งสังฆาฏิทรงบาตรทรงจีวรอุจจาระปัสสาวะทุกอย่างจะต้องมีสติสัมมนากับโต จะต้องมีสติประกอบพร้อมแล้วก็จะฝึกปรือตนสำรวมระวังควบคุมตนกรรมกิริยาควบคุมทั้งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมจริงๆทำจริงๆเพราะฉะนั้นผู้ที่จะมีสติละเอียดหรือว่ามีความสำเนียงสังวรณ์ละเอียดคนนั้นก็จะรู้จะรู้ตัวรู้ตนแล้วก็จะฝึกเพียรจะทำทำจนกระทั่งตัวเองเป็นวิบากในขณะที่เรายังไม่เป็นส่วนดียังไม่ปฏิเสธว่านายยังไม่อธิษฐานยังไม่เป็นปริวัตรชนะวิโนนาหรือไม่เป็นภาวนาใหม่ไม่เป็นภาวนาไม่เป็นตัวสำเร็จลงไปในลาวเรียบร้อย เราก็จะต้องฝึกฝนปฏิเสวามิเราเข้าใจนี่เกิดทัศนะเกิดสังวรเกิดพยายามกระทำให้คุ้นเคยพิจารณาแล้วจึงคุ้นจึงเสพจึงเสวนาเสวนานี่หมายความว่ากระทำอย่างนั้นแหละครบอยู่เป็นอยู่ครบนี่หมายความว่ายังรวมๆอยู่ปนๆอยู่ครบๆมันยังเป็นอย่างนั้นอยู่เห็นอยู่อย่างนั้นให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอพบคุณก็หมายความว่าเคยไปอีกทำให้คุณทำให้เคยทำให้ง่ายทำให้เชื่อมคุณไปว่าเชื่อทำให้เชื่อทำให้สบายทำให้ง่ายทำให้ไม่ต้องกดต้องข่มไม่ต้องใช้ความพยายาม มากนักคุณมากเชื่องมากก็คือง่ายมากได้สบายมากเป็นกันเองมากเกิดกันเองขึ้นเกิดเองขึ้นได้มากเรียกว่าคุณเพราะเราก็ต้องทำให้ได้เกิดการคุ้นกันเคยหรือเป็นนิสัยบ่เป็นนิสัยแล้วก็สบายนอกจากเป็นนิสัยแล้วติดไปเลยเป็นวิบากก็ไม่เป็นไรเพราะถ้าผู้ใดสร้างวิบากจนกระทั่งเกิดเป็นตัวลูกไม่แต่ชาตินี้ชาติไหนๆมาหลายชาติมันก็จะเป็นคนที่เห็นบางทีหน้าตาของเขาเบิกบานร่าเริงแจ่มใสยิ้มแย้มมันเหมือนคนหน้ายิ้มอยู่ตลอดเวลามันก็เป็นโดยไม่ต้องปั่นไม่ต้องปั่นสีหน้า เอาความพยายามอะไรเข้าไปใส่เพื่อหน้าตาก็ยิ้มแย้มเราก็ต้องรู้ที่หมายรู้กำหนดว่าเราควรจะเป็นผู้ที่อยู่อย่างผู้สดชื่นเบิกบานร่าเริงยิ้มแย้มหรือควรจะเป็นคนที่อยู่อย่างเฉยเมยเราควรจะฝึกอะไรเราก็ต้องพิจารณาดูแต่ตอนนี้ก็ขอเน้นขอบอกให้นมๆให้ว่าเราควรจะฝึกให้เป็นพุทธะเป็นผู้ที่มีหน้าตาเบิกบานร่าเริงนั่นแหละถึงจะถูกไม่ใช่อยู่อย่างอยู่อย่างใช้มือตึงไม่ใช่ไม่ใช่อยู่แถวเฉยๆแล้วก็อยู่อย่างผู้ที่มีสติแววไวคำว่า เราจะต้องเป็นผู้อยู่ยังไงลักษณะยังไงเราจะอยู่ยังไงถึงจะเป็นผู้ที่แสดงถึงความมีสติวายไม่ใช่คนแสดงถึงความไม่รู้เหมือนกับคนไม่รู้เรื่องไม่รู้เลยอะไรเดี๋ยวด่าใครมาสัมผัสเขาก็คนนี้ทำไมไม่มีส่วนบอกว่ามันไม่ใช่คนควรจะเป็นคนรู้กลายเป็นคนไอ้เด๋อเห็นสัมผัสเขาแล้วก็ไม่ไม่รู้จะพูดเป็นภาษาอะไรนะนี่กำหนดรู้รายละเอียดอันนี้ของคุณเองก็แล้วกันลักษณะคุณลองสังเกตดูอ่านจากกระจกอ่านจากเพื่อนก็อ่านจากคนอื่นๆคุณจะไล่มาจากกิริยาของคนถ้าจะไล่มาจากความจริงเลยเราไป ดูคนที่พวกอินเดียคนดูคนอินเดียพบปัญญาอ่อนเขาก็น่ารักเหมือนหรือเปล่าไม่รู้อาจจะเก่งเหมือนก็ได้นะที่ทำให้ดูเนี่ยทำลักษณะนี้ทำให้ดูทำหน้าตาท่าทางเป็นไอ้เด๋อทุกคนนอนหรือคนอินเดียโดยเฉพาะคนอินเดียเขาก็ไม่รู้อีกหน่อยเนี่ยไม่ซ้ำแบบเป็นผู้หมายความว่าเป็นผู้ไม่รู้เนี่ยขณะนี้กำลังอธิบายคำว่าเป็นผู้รู้ของพุทธมีลักษณะคุณลักษณะพุทธะของคนเนี่ยกำลังอธิบายตัวนี้กับเราอย่าไปฝึกหรือเราจะสร้างวิบากหรือเราอยากไปกระทำอย่างนั้นถ้าทำอย่างที่เรียกว่าไม่เข้าใจแล้วศาสนานี้กลายเป็นคนที่เฉยๆ เราฝึกคำว่าเฉยอุเบกขาเป็นฐานอนุกรมสุขเป็นฐานจริงในรายละเอียดในธรรมะส่วนลึกส่วนหนึ่งแต่ไม่ได้หมายความว่าเราฝึกกรรมหรือฝึกกิริยาที่เป็นผู้ที่ตรงกันข้ามมันไปมีผลขัดแย้งบอกแล้วว่าศาสนาพุทธต้องสอดคล้องเมื่อเวลาสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่อธิบายความหมายละเอียดละเอียดละเอียดไปแล้วเนี่ยมันยากอย่างนี้แหละแต่มันช่างยากเป็นผู้ร่าเริงเบิกบานแต่ไม่ใช่ผู้ล่าซ่าเคยพยายามใช้ภาษาเนี่ยถ้าใครสังเกตไม่ใช่ล่าซ่าไม่ใช่หัวเราะหัวเราะกันซะจนเกินขอบเขตไปเป็นคนที่เอกราชจนเกินไป ไม่ใช่มากไปก็ไม่ใช่หรือว่าแรงจัดเกินไปก็ไม่ใช่ไม่ใช่เริงร่าซ่าแต่ร่าเริงแต่แต่ร่าเริงเห็นสัมผัสเมื่อใดเมื่อใดก็รู้ว่าเป็นผู้ร่าเริงเบิกบานไม่ใช่เป็นผู้ที่อมทุกข์ไม่ใช่เป็นผู้ที่ยังลำบากตำบลกันแต่สำหรับบางคนที่ลำบากก็แน่ละผู้นั้นที่ยังจะต้องคอยสำเนียงสังวรกดข่มมีอันที่วาสนาต้องฝืนคมมันก็จะต้องมีลักษณะริ้วรอยแห่งความโกรธความรู้ว่าจะต้องทำงานจะต้องมีหน้าที่อันนั้นต้องควบคุมต้องอะไรก็ได้อยู่แล้วก็เราจะไปปล่อยวางจนกระทั่งมาปล่อยเป็นผู้เบิกบานร่าเริงได้มันก็ทำไม่ได้จริงๆสำหรับผู้ที่อินทรีย์พละขนาดนั้นมี มีกาลขนาดนั้นแล้วก็เป็นจริงแต่ถ้าผู้ใดไม่ได้มีภาระอะไรมากมายหรือภาระอันนี้มันไม่ถ่วงถึงขนาดเราจะอยู่โดยอันนี้ก็เป็นบทฝึกหัดเหมือนกันเป็นการสร้างวิบากหรือเป็นการสร้างนิสัยเหมือนกันที่จะทำตัวเองวางอยู่ให้เป็นผู้ร่าเริงเบิกบานโดยทำกิริยาสีหน้าสีตาด้วยตัวเองอย่างนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยอะไรที่ทำไม่ได้เราก็ควรจะรู้เราก็ทำได้พูดอะไรใดที่มีอินทรีย์พละที่รู้ตัวก็ทำได้มันจะยากเย็นอะไรนอกจากไม่เข้าใจเราที่กล่าวนี้เท่านั้นเราก็เลยไม่ได้สังวรระวังไม่ได้ทำหมดฝึกหัดอันนี้ประกอบพร้อมไปด้วยไม่เข้าใจพวกนั้นก็ไม่ได้ทำก็ตกหล่นแต่ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้ว อินทรีย์ภาระเราพอเราอยู่เราจะทำอื่นกิริยาอื่นมีอะไรอื่นก็สังวรสำรวมระวังเรื่องของแค่นี้ที่จะมีกิริยาไม่มีสีหน้าสีตาหรือมีค่าทางให้เป็นผู้ที่เป็นพุทธะอย่างนี้แล้วก็สั่งสมความเป็นพุทธะอย่างนี้ประกอบพร้อมไปด้วยไม่เสียหายอะไรนี่กำไรไม่ขาดทุนอะไรถ้าเรามีอินทรีย์ภาระเพียงพอกาละใดวาระใดที่เราแหมมันถูกระบุเหลือเกินหนักไม่มีส่วนที่จะเอาแบ่งมาพลังงานขึ้นมาให้ควบคุมวันนี้ได้เราก็ต้องตกลงอันนี้ไปก่อนนะครับจากบ้านร่าเริงยังไม่ไหวแล้วตอนนี้ถึงต้องเคร่งเครียดต้องเครียดอยู่ก่อนเพราะว่าอันอื่นมันดึงไปมากเกินไปสำหรับเวลานั้นจะต้องคุณต้องเคร่งต้องเครียดอยู่ก็จริงแต่ถ้าไม่ เป็นมันก็ควรจะได้ฝึกปรือได้สร้างวิบากหรือได้สร้างนิสัยหรือว่าสังวรสำรวมให้ครบคุณเพื่อจะได้เป็นปกติเพื่อจะได้เป็นวิบากมหาวิบากมหากาฬกิริยาอันนี้ใครสัมผัสแล้วก็เป็นมหากุศลใครสัมผัสก็รู้ว่าออคนนี้มีลักษณะนี้และเป็นผู้รู้รู้ว่ากุศลดีกว่าอกุศลเพราะฉะนั้นใครสัมผัสสัจจะนี้เริ่มต้นแม้แต่สมมติด้านนอกเราทำไม่ได้ตามใจเราแล้วเราก็ไม่ทำให้เพื่อเราหรอกแต่คนอื่นต้องตัดแล้วเพื่อเขาทันทีก็เป็นประโยชน์แก่เขาทันทีโดยความฉลาดก็แสดงถึงผู้นี้มีความฉลาด จิ้งจกรู้ที่ปลายรู้ที่ควรจะสร้างควรจะเป็นควรจะมีควรจะอยู่ควรจะส่งไว้เรียกว่ารู้ธรรมะรู้สภาพควรจะส่งไว้เพราะจะต้องส่งไว้ซึ่งความเป็นพุทธะทรงไว้ซึ่งความเป็นผู้ร่าเริงส่งไว้ซึ่งความเป็นผู้รู้อย่าเป็นผู้ไม่รู้ซึมเสื่อมหรือด่าก็เป็นผู้ไม่รู้แสดงบอกเราว่าอย่างคนอินเดียทุกคนมองหล่อนก็เดินเฉยๆใครแม้แต่เข้าไปใกล้เข้าไปอยู่ในรัศมีที่เราควรจะรู้ตัวแล้วเราก็ยังไม่มีสติว่าเออเราควรจะแสดงยังไงมีอาการมีกิริยายังไงมีสีหน้าสีตายังไงที่ควรจะสัมผัสกับคนที่อยู่ในรัศมีที่เราเกี่ยวข้องนี้เรากลับมาด้วยไม่รู้เรื่องใครก็ผ่าน ฟังดูดีๆแล้วคุณจะเข้าใจขนาดนี้มองเขาก็ยังคนนี้ที่เขาเห็นแล้วเขาก็บอกไม่ต้องถามสัมผัสอันนี้แล้วไม่ต้องถามคนนี้ถ้าถามแล้วแน่นอนไม่ได้ความรู้แน่เพราะเห็นแล้วไม่อินเดียก็หมดคนนี้ใช้ภาษาในบางคนอาจจะไม่เข้าใจอินเดียนี่หมายความว่าคนที่เป็นคนที่โง่มาแต่กำเนิดที่มีรูปร่างกายของเขาเลยสมองเขาต่ำกว่าคนอินเดียนี้แย่กว่าคนมองหล่อนคืออินเดียจะเห็นได้ว่าคนที่เกิดมาที่เขาบอกว่าเป็นคนปัญญาอ่อนใช้ภาษาไทยว่าปัญญา ซิมลูกของบางคนร้ายบางคนเนี่ยต้องช่วยเหลือโปรไฟล์ไม่มีความเข้าใจในโลกมากมายสมองน้อยปัญญาตกต่ำมากช่วยตัวเองก็ไม่เคยด่าคนอื่นต้องคอยช่วยเยอะแยะน่ะมีลักษณะแม้แต่ทางรูปนอกและกิริยาท่าทางอะไรเราก็เห็นได้ทำโอหล่อนแล้วก็มีลักษณะโง่เหมือนกันแต่ว่าค่อยยังชั่วกว่าช่วยตัวเองได้มากกว่าดูเด๋อด่าเป็นคนเหมือนคนโง่ๆซึ่งๆซึมๆอะไรหัวเราะก็หัวเราะอย่างนั้นน่ะยิ้มแย้มก็ยิ้มยากอย่างนั้นน่ะไม่ค่อยลงสัดส่วนของสมมุติโลกเขาเท่าไหร่หรอกมันเหมือนคนบ้าแล้วเขาก็จัดอยู่ในพวกคนจะมาจะว่าสติเสียมันไม่ใช่เสียมันไม่มีสติจะเป็นไปโดยปกติมนุษย์มาแต่เดิมจะบอกว่าคนบ้ามันบ้ามาแต่กำเนิดแต่ว่าบ้ามันก็ บาปพวกสติเฟื่องหรือว่าบ้าแบบไอ้อย่างมันเอาอะไรมาคิดมานึกมาปรุงมาแปลมาพรวนอะไรไม่ใช่แต่เป็นเพราะปัญญาน้อยสติสัมปชัญญะก็ตกต่ำกว่าการจะรู้สมุดโลกก็รู้ได้น้อยกว่าจะได้ด่าอะไรเป็นอย่างนั้นเนี่ยนี่พวกภาษาคำว่าอินเดียพวกคนปัญญาต่ำมากโบราณเขาเรียกว่าปัญญาต่ำแต่ดีกว่าอีเดียดหน่อยนึงเพราะคนขนาดอย่างนั้นนี่เราก็คือเราเคยเจอเคยพบก็จะเข้าใจที่พูดเนี่ยคนแบบนี้นะเพราะว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วเราคิดว่าปฏิบัติธรรมคือการกระทำตนให้เป็นผู้ที่เฉยๆเป็นผู้ที่วางเป็นผู้ที่ว่างเป็นผู้ที่สงบและความเข้าใจนั้นของเราเลย เป็นสุดโต่งมาอีกฝั่งนึงแล้วเข้าใจว่าการสงบคือการหยุดนิ่งเฉยขรึมเกินไปไม่มีอิริยาบถเป็นมนุษย์ความมีชีวิตตามจริงเราเป็นคนมีชีวิตเรายังไม่ได้ตายเน่าเข้าโรงเรายังเป็นผู้ที่มีจิตมีวิญญาณแต่กลับทำคนเหมือนคนไร้จิตไร้วิญญาณหรือแม้จิตมีวิญญาณมีจิตมีวิญญาณก็มีจิตมีวิญญาณแบบคนอินเดียคนโบราณกลายเป็นจิตทรามหรือจิตเสื่อมปัญญาอ่อนกลายเป็นคนเหมือนคนอินเดียแสดงออกมาทางสีหน้าออกมาทางสีตาออกมาทางอิริยาบทที่จะสัมผัสนอกได้คนเค้าก็สัมผัสเอาจากนอกก็ ก็กลายเป็นคนที่ที่ปฏิบัติธรรมแล้วไม่สอดคล้องแทนที่จะเป็นผู้ร่าเริงเบิกบานเป็นผู้รู้แววไวหรือเป็นผู้ตื่นเป็นผู้รู้แล้วก็แวววายกินความอยู่ในผู้ตื่นแต่พูดตื่นไม่ใช่เป็นผู้ซึ่งช้าหรือเป็นผู้ที่ดับดิ่งซึมหยุดนิ่งกระตือรือร้นไม่ใช่แล้วพูดตื่นอยู่เป็นผู้ที่แววไวเป็นผู้ที่คล่องแคล่วเป็นผู้ที่มีปฏิภาณปฏิภาณนี่เป็นตัวตื่นรู้ก็คือเป็นผู้ที่มีปัญญาพอสัมผัสและพอที่คุยโอภาปราศรัยสืบโยงต่อเข้าไปอีกก็รู้ว่าอ๋อคนนี้มีปัญญาไม่ใช่คนนี้เป็นผู้ที่โง่นอกจากจะมีปัญญาแล้วยังเป็นผู้ที่ ปฏิภาณปฏิภาณแสดงถึงความไวของปัญญาอีกทีแววไวเรียกว่าตื่นคำว่าตื่นเป็นสภาพที่แสดงบทบาทอันนึงชัดกว่ารู้ถ้ารู้แสดงเป็นผู้รู้โดยแสดงเป็นผู้มีปัญญาก็เป็นส่วนลึกเป็นสิ่งลึกแต่กระนั้นก็ตามมันก็ยังพอสัมผัสได้ว่ารายละเอียดของผู้รู้นี่พอเราสัมผัสและพวกนี้ท่าทางเป็นผู้รู้กับเราสักพักก็แล้วแต่ผู้นี้ท่าทางเป็นผู้ไม่รู้เรื่องเลยอยากจะยกตัวอย่างให้ชัดๆไปยกตัวอย่างคนอินเดียคนเมาเนี่ยพอเราสัมผัสแล้วจะถามเลยแม้เรากำลังอยากรู้อะไรก็คนนี้มันบอกยี่ห้อเลยมันเป็นผู้ไม่รู้แน่ มาถามเลยดีกว่าถามแล้วแทนที่จะรู้กลับจะยิ่งไม่รู้หนักเข้าไปอีกอย่างนี้มันมีนะมันมีลักษณะที่พูดเนี่ยพยายามลองไต่ตรองตามดูดีๆเพราะเราอย่าไปฝึกปรืออะไรเราตัวเราให้กลายเป็นคนตรงกันข้ามไม่สอดคล้องกับความเป็นพุทธะถ้าเรามีอินทรีย์พละพอไปได้พอฝึกได้จงฝึกให้เป็นมหาวิบากเข้าใจในกุศลส่วนนี้ให้ได้เพราะกิริยาอย่างไรเรียกว่ากิริยาควรฝึกเป็นมหาวิบากเป็นวิบากที่จนมหาวิบากแล้วไม่มีบาปก็เป็นผลมีบาปแปลว่าผลจะเป็นผลและเป็นผลแห่งการกระทำเป็นผลแห่งการสั่งสมกับเหตุผลในการกระทำเพราะเราจนเกิดผลนั้นได้อย่างมากเรียกว่ามหา เกิดมหาวิบัติแล้วและมหาวิบากนี้เป็นมหากุศลเป็นประโยชน์เป็นบุญเป็นส่วนดีเป็นส่วนควรกระทำอย่างยิ่งอย่างฉลาดอย่างรู้แต่พยายามฟังแล้วให้รู้แล้วก็ควรจะทำอย่างไรควรฝึกปรืออะไรเพิ่มเติมยังไงเนี่ยขยายคำที่มันสัมพันธ์กันอยู่ในหมวดของจิตจึงหมดของโสภณนะหมดถึงปลายขั้นปลายขั้นสูงขณะคันงามพร้อมอธิบายสภาพของท่านงามพร้อมทั้งจิตทั้งกายแม้จะอธิบายแต่แค่จิตก็เหมือนกันมันมาแต่จิตถ้าเรารู้เราเข้าใจแล้วเราก็จะผลักเบนแล้วก็จะควบคุมสติแล้วก็จะรู้จิตมันก็จะสั่งสั่งให้เราอยู่ในอะไรเราฝึกตนสำรวมตนสังวรตนอยู่ในสภาพ สภาพนี้เราก็จะฝึกจนเคยจนชินจนเป็นปฏิเสวามิส่วนหนึ่งของพลังงานที่จะต้องมาคอยดูแลกระทํา ไม่เก่งไม่กล้าไม่ดูแปลกขับตรงไหนดูราบรื่นเรียบร้อยเรียบง่ายงามเป็นสันติแล้วก็เป็นสำเร็จเป็นมหาวิบัติถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเป็นเองเป็นกิริยาเองสักแต่ว่าเป็นแล้วมันก็เป็นอยู่ของมันตามเหมาะสมควรไปทีเดียวถึงวาระนี้มันก็เหมือนมันเกิดเองเป็นเองเหมือนมันต้องเพราะอยู่ในกลุ่มนี้มีบรรยากา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน