220701-2-123 ทางเอกภาค2-ตอน123(หน้า266)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท052.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 2 บทที่ 16 ที่พุทธสถานสันติอโศกเรามาทำวัดกันมาเพิ่มเติมในการเรียนรู้ทางฟังงานนอกจากฟังก็ไม่ใช่ว่าเราจะได้ฟังอย่างเดียวเรายังมีทวารอื่นที่รับรู้อยู่ปรากฏดี หูเส้นตรงอยู่แล้วเพราะว่านั่นเป็นภาวะที่เราทำเป็นเองเราพูดอธิบายมาบรรยายเพราะใช้หูเป็นทวารเอกตาเราก็ใช้เป็นทวารร่วมอย่างสำคัญอยู่ที่เราจะรับรู้โดยเฉพาะจิตเราจะต้องใช้ทวารจิตเป็นสำคัญเอกใหญ่ยิ่งขึ้นที่เราจะต้องทำจิตให้เป็นโยนิโสมนสิการฉบับฟังไตร่ตรองมีพิจารณารู้ตามเข้าใจตามไปทางเอกอย่างอื่นๆอาจจะเป็นสัมผัสในด้านใดๆ พอจะมีจะเป็นเราก็จะได้รับร่วมด้วยในทวารต่างๆเพื่อที่จะทำให้เรารู้แล้วก็รู้ไปด้วยอาการรู้เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นด้วยสิ่งที่ประกอบสิ่งที่เป็นสื่อสมมุติที่เรียกว่าบัญญัติก็ดีเป็นสมมติเป็นอะไรก็แล้วแต่หลายทำร้ายภาษามันมากมายที่จะนำนำพาให้เราได้เข้าใจยิ่งขึ้นได้เห็นจริงยิ่งขึ้นแต่สุดท้ายยิ่งขึ้นเริ่มใสแล้วก็ทำไม่ถูกให้ตรงเข้าแนวเข้าแถวเป็นสัมมาทิฏฐิและเราก็จะได้เอาไปพยายามจะทำด้วย เมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานเราก็จะได้ไปพยายามเข้าแนวเข้าแถวด้วยสติของเราก็จะเป็นสติที่จะต้องกระทำให้ทรงให้มีอย่างที่เราเคยได้ยินว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วก็จะต้องมีสติเป็นสำคัญที่ต้องระลึกรู้ตัวอยู่เสมอๆอย่าให้มันเป็นไปตามที่เคยๆอย่างเก่าๆที่เราเคยคุ้นเคยมีชีวิตมาอย่างเดิมๆที่ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมแต่เป็นชาวโลกมันเป็นแกนเก่าเรากำลังจะ ปรับปรุงแกนเก่าให้เข้าแกนใหม่ให้มาเป็นสมณะท่านจะต้องควบคุมจริงๆมันจะยังควบคุมเราจะทำอะไรเริ่มอะไรก็ต้องมาจากแกนจิตในสัมมารีมรรคองค์ 8 เมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานมีสัมมาวายามะมีสัมมาสติ 3 เศร้านี่เข้าร่วมเป็นองค์ควบคุมแล้วท่านถึงบอกว่าสัมมาสังกัป
อ่านต่อ
ปะปอจึงจะพอเหมาะได้ที่ท่านใช้คำว่าสัมมาได้ก่อนที่จะไปบอกว่ากายกรรมวจีกรรม ดูกรรมที่จริงสัมมาสัมพุทโธมันคือมโนกรรมคือจิตก่อนที่มันจะมาควบคุมจิตได้ก็เพราะว่ามันจะต้องเดินออกมาจากสติเดินออกมาจากความเห็นเดินออกมาจากแกนจิตก่อนตามหลักของมโนธรรมเข้ามาก็มามโนเสฏฐามโนมยาเพราะเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะจัดแจงอะไรแล้วอยู่ความดำริความใคร่ครวญหรือว่าความเห็นหรือว่าความพยายามที่เราเองเรามีอยู่แต่เดิมเป็นแกนมันก็จะมาจัดแจงจะเป็นจิตก่อน เจ็บไม่จนจะเป็นสัมมาสัมพุทโธขึ้นมาได้ก่อนถ้าเรามีอินทรีย์พละแรงจิตมันมีแรงพอมันก็จะทำให้สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะคือการงานทั้งหมดเสมาอาจารย์ก็คือกายก็คือบ่ดีสมการคือกายและคือทั้งหมดสมัครกรรมคือกายคือทั้งหมดคือกรรมกิริยาทั้งหมดเรียกว่ากรรมมันต่างกันมากอันตรายถึงจะควบคุมอย่างนั้นเมื่อได้ควบคุมอย่างนั้นแล้วจึงจะมีความเป็นชีวิตประกอบไปด้วยสิ่งที่เราจะร่วมอยู่กับโลกเขาเรียกว่าอาชีพสมาชิก จะเป็นผู้ที่มีอาชีพร่วมเขาทั้งหมดในโลกของมนุษย์อื่นๆเป็นกิจกรรมใหญ่ดีไปได้เป็นสัมมาสัมมาสัมพุทโธสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีโวรวมหมดทั้ง 6 7 องค์ครบรวมและเป็น 6 7 เป็น 7 องค์ครบองค์ประกอบของสมการเราได้กระทำมีสติสัมปชัญญะได้สังวรระวังพยายามกระทำอยู่ตามความเห็นความคิดเห็นความเข้าใจของเราซึ่งเราจะต้องพยายามเรียนรู้ปรับกันให้ถูกทางไปสัมมาทิฏฐิให้ได้ถ้ามันไม่เป็นสัมมาทิฏฐิมันเป็นทิฏฐิอย่างไรมันก็จะเป็นแนวนำไปอย่างนั้นถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ มันก็จะนำเข้าหาและเรามีความพยายามอยู่จริงกระทำถูกมีสติที่จะต้องเตือนตนให้เป็นไปตามแนวคิดหรือตามประธานที่เราเห็นแจ้งที่เราเข้าใจที่จริงต้องบอกว่าตั้งใจจริงๆมีสติสัมปชัญญะจริงๆพูดกันก็รู้ว่าดีคืออะไรชั่วคืออะไรในโลกนี้คนเราส่วนมากไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ทีนี้พอรู้แล้วเวลาจริงมันไม่ได้ทำโดยตั้งสติมันทำไปตามเคยเคยอะไรก็ทำไปตามเคยเคยเคยเคยเคยเคยเคยมันก็เลยไม่ไม่เข้าแนวไม่เข้าความเห็นที่จริงความเห็นความเข้าใจหรือปัญญาอันเป็นสมาชิกที่ท่านต้นๆจนๆมันพอได้ยิ่งเรารู้แล้วเราเข้าใจแล้วและ เราก็มีหลักปฏิบัติหลักประพฤติเรียกว่าสังวรณ์ศีลหรือว่ากำหนดศีลลงไปให้แก่ตนตามฐานะตนหรือตามสักกายะของตนตนจะต้องจัดการตามสักกายะหรือตามขนาดตามขอบเขตที่เราสามารถไม่ใช่จะเตี้ยอุ้มค่อมหรือว่าอวดเก่งอวดกล้าจนเกินไปทำทีเดียวจะเอาหมดไม่ใช่เราต้องขยับมีหลักมีเกณฑ์เป็นขั้นเป็นตอนตามฐานะตามแรงตามกำลังที่เราเองเราพอมีพอได้แล้วเราก็ทำไปตามขั้นตอนนั้นๆไม่ใช่ตลาดกลางจะทำมาหมดเพราะเงินสีหรือหลักสี่จริงทำพอเหมาะสมตัว ทำตามฐานะตัวบางทีเราทำเพราะอนุโลมเพื่อผู้อื่นบางทีเราทำเพราะกำลังของตนขนาดของศีลจึงจะต้องดูให้ดีเพราะว่าสีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเพื่อตนอย่างเดียวหรือมีเพื่อผู้อื่นด้วยมันต้องมีทั้ง 2 อย่างบางทีเราทำเราอยากทำแต่เราทำยังไม่ได้ยังไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นไม่พรั่งพร้อมเขาไม่ให้ทำหรือว่าเรายังไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องไปทำอย่างนั้นไปซื้อหลักอย่างนั้นเราจะถือหลักอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแต่เราจะเอาตัวของเราส่วนตัวของเราต่างหากส่วนรวมก็ต่างหากซึ่งเราต้องแยกต้องรู้ส่วนรวมส่วนตัวว่าเราจะไปยึดมั่นถือมั่นส่วนตัวของเราโดยที่เราอยู่กับ กลุ่มแต่เราก็ไม่ทำตามหลักของหมู่แต่เราจะทำตามใจเราซึ่งมันขัดกับหลักของหมู่มึงก็เข้ากันไม่ได้แล้วมันก็เป็นไปได้ยากแต่ซึ่งมันไม่เข้ากับหมู่มันไม่พรั่งพร้อมมันไม่ดูสมเหมาะสมควรมันก็เป็นไปได้ยากเพราะเราจึงเราเราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้กาลเทศะฐานะหมู่กลุ่มอันควรศีลจึงมีความหมายกว้างหรือว่าหลักเกณฑ์จึงมีความหมายกว้างไกลอยู่เพราะในฐานะฆราวาสเราจะมีศีลประมาณอย่างนั้นจะอยู่กับหมู่ทุกกลุ่มที่เยอะแยะแล้วก็ทำไปฐานะของนักบวชบำเพ็ญไปตามขั้นตอนก็มีขั้นมีตอนขึ้นมาซึ่งมันจะได้เป็นระดับเป็นลำดับขึ้นมา อัสมาอริยมรรคองค์ 8 เป็นส่วนสำคัญเป็นหลักใหญ่ๆที่หุ้มครอบงำอยู่แม้ว่าเราจะไม่พูดขึ้นศาสนาไหนไหนก็อยู่ในอริยมรรคและอยู่ในมรรคมีทางเดินอย่างนี้เหมือนกันแต่เขาไม่เข้าใจแล้วเขาก็ไม่ทำให้ถูกระบบไม่ทำให้ถูกต้องบอกโดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มสำคัญตั้งแต่สัมมาทิฏฐิเป็นประธานเขาไม่เคยพยายามที่จะคิดพยายามที่จะไตร่ตรองพิจารณาให้เห็นว่ามันถูกจริงแล้วหรือมันดีจริงแล้วหรือมันเป็นแนวที่ถูกต้องที่จะทำอย่างโน้นอย่างนี้อันไหนเป็นกุศลอกุศลจริงแล้วหรือก็ยังไม่ได้พยายามไตร่ตรองเป็นอย่างนั้น แล้วเขาก็ไม่มีในหลักเขาก็ไม่พยายามที่จะทำให้มันเข้าระเบียบตามที่ว่านี้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ชาญฉลาดที่ดีไก่กลองออกมาเป็นหัวข้อเป็นหลักนี้แล้วก็มาควบคุมกระทําดีถ้าสับสนปนเปแม้แต่เริ่มต้นสัมมาทิฏฐิก็ไม่ได้เป็นหลักเป็นแกนแล้วก็ไม่พยายามเร่งจิตเร่งใจให้มีความพยายามปล่อยปละละเลยคุณจะเข้าใจว่าสัมมามรรคองค์ 8 นี่เป็นสภาพที่ตามใจตัวนะมีสัมมาวายามะเป็นตัวพยายามควบคุมตัวนั่นแหละทำให้เราต้องอดทนข่มขืนหรือว่าผลักเบนตัวเราเองให้ไปสู่ทิศทางที่เราเห็นแจ้งว่ามัน มันถูกต้องฟื้นต้องอดต้องทนจนสัมมาวายามะนี่แหละเป็นตัวนำเป็นตัวพาให้เป็นสัมมาสติจะเป็นตัวช่วยให้เราไม่ใช่ว่าเป็นไปเป็นด้วยเผลอเรอหรือมันถูกเข้าสิงที่จริงธรรมดาถูกปุถุชนความเป็นปุถุชนเข้าสิงอยู่เสมอมันจะเคยเป็นอย่างนั้นแล้วมันก็จะมีเป็นอย่างเดิมๆอยู่เสมอถูกบ้างผิดบ้างไม่แน่เพราะฉะนั้นเราจะเอาแน่ๆคือเอาถูกหมดก็ถูกให้มากเอาเข้าทางที่มันเป็นไปดีเนี่ยที่เราได้ไตร่ตรองจริงแล้วเนี่ยเห็นแล้วเชื่อแล้วนี่มีแนวทางนำเนี่ยเป็นประธานเนี่ยให้มันเข้าอันนี้ให้ได้ไปอย่างนี้ให้ได้จึงต้องใช้ความพยายามกับสติเป็นกำลัง ห้อมล้อมที่สำคัญกับสัมมาทิฏฐิพระยาพิจารณาให้ดีที่เคยยืนยันให้ฟังนักหนาวะมหาจัดตาหรือสูตรที่ท่านอธิบายถึงสัมมาอะระหังหรือว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะอันสำคัญเนี่ยที่เราจะสั่งสมลงเป็นสมาธิที่แท้จริงมันก็เกิดจากการปฏิบัติอย่างนี้แหละประกอบไปจิตจะเป็นจิตอันยิ่งหรือเป็นอาทิตย์จิตได้ด้วยมันก็ได้โดยการสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิเพราะองค์ประกอบทั้ง 7 ของอริยมรรคและเราก็ต้องเห็นจริงด้วยต้องมีสัมมาทิฏฐิถูกต้องจริงแล้วก็พยายามแล้วก็ใช้สติควบคุมมันจึงจะเข้าแนวเข้าทางเป็นการกำกับดังกล่าวแล้วอธิบาย ไปแล้วเมื่อกี้ว่าสัมมาสัมพุทโธก็จะเริ่มขึ้นการดำริเริ่มอะไรมันก็จะดำริริเริ่มมาก่อนมโนปุพพังเข้ามาทำมาจะริเริ่มเข้าแล้วเข้าถูกเพราะว่าจิตมันนำแล้วนี่มันมีตัวสำคัญแล้วมีสมาธิสัมมาวายามะสัมมาสติเป็นตัวนำหมดมันประกอบกันอยู่เลยเป็นแรงวายามะเป็นแรงสติเป็นกัปตันเป็นแรงกรนสมมาว่าอย่ามาเป็นแรงกลสมาธิเป็นกัปตันนำนำนำควบคุมคอยหมุนหางเสือคอยขับพวงมาลัยอะไรอยู่ทีเดียวเพื่อที่จะให้เขาเข้าแนวที่เราเห็นเธอมีสมาชิกได้เห็นจริงเราจะต้องใช้ตามหลักนี้ถูก พระพุทธเจ้าท่านจัดแจงเอาไว้ท่านสอนเอาไว้ท่านบอกไว้นี่มันสำคัญเมื่อเราได้มาควบคุมได้มาจัดแจงกับจิตตั้งแต่จิตมาสัมมาสัมพุทโธเริ่มถูกเหมาะควรได้มันก็จะมีกำลังเพิ่มขึ้นจิตก็จะเป็นเอกยิ่งจะเป็นมโนปุพพังอันสำคัญยิ่งมันก็จะส่งผลให้เข้ามาทำมามันก็จะมาเป็นธรรมะขั้นว่าจีขั้นต่ำการกระทำใหญ่กันกับการกระทำรอบการกระทำทั้งหมดสัมมากัมมันตะมันก็จึงจะมาเป็นไปตามจะมาเป็นเราทั้งหมดมโนมันเป็นแฟนเอกมโน ฟังเข้ามาทำมามโนเสฏฐาถึงจะโตขึ้นมโนมยาถึงจะเป็นเราเพราะฉะนั้นกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมของเราก็จะสุจริตขึ้นดัดจริตมันจะถูกดัดมโนวจีกายจะถูกดัดขึ้นดัดจริตขึ้นตัดสู่สุจริตแต่เดิมเราถือว่าเรายังไม่เข้าใจเราจะไปถือว่าเป็นสุจริตมาก่อนไม่ได้มันทุจริตมาก่อนเพราะงั้นเราเข้าใจแค่ขั้นไหนที่เป็นสุจริตเป็นสุจริตถือเป็นกุศลขั้นไหนแล้วก็ทำเข้าทำเข้าเพิ่มเข้าเพิ่มเข้าแม้แต่อาชีวะคือบอกแล้วว่าเขาเป็นการงานปกตินี่แหละเราจะต้องทำอยู่กับสังคมศาสนาพระพุทธเจ้า ยังไม่ได้หมายความว่าศาสนาไม่อยู่กับสังคมอาชีพนี่หมายความว่าการกระทำเพื่อที่จะยังชีวิตไปแต่มันหมายถึงร่วมกับสังคมนะอาชีพนี่ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่คนเดียวมีอาชีพอยู่ในป่าในเขาในถ้ำแล้วก็เป็นอาชีพอยู่อย่างนั้นมันไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียวอาชีพนี่มันมีความสัมพันธ์ชีวะในโลกมีการกระทำมีการงานแล้วก็เป็นชีวะในโลกไม่ใช่ชีวะโดดเดี่ยวมีอาสนะชีวะมีอาชีพทั้งหมดรวบรวมอยู่จึงเป็นการปฏิบัติธรรมที่ปกติเป็นการปฏิบัติธรรมที่มีชีวิตอยู่ ปฏิบัติไปตามขั้นตอนเพราะฉะนั้นคำว่าศีลหรือหลักเกณฑ์จึงเป็นข้อแม้อีกอันนึงที่จะต้องกำหนดลงไปสำหรับผู้ที่มีฐานยังไม่แข็งรู้แล้วล่ะว่าทำมากๆใหม่ๆนั่นดีผู้ฐานอ่อนก็ต้องรู้ความจริงของตนเอาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีลหลักคนนั้นคนนี้เป็นศีลคือหมายความว่ารักโตๆหลักแกนแกนที่นี้สำหรับตัวเราเองอ่ะสัตว์กายะของเราเรื่องไหนสำคัญก็เน้นเข้าไปเน้นเข้าไปให้ตรงให้ถูกเรียกว่าจัดการยักษ์เหมือนเน้นถูกตัวถูกตัวอันไหนที่มันเราสบายแล้วเราไม่ต้องยุ่งอะไรหรอกศีลท่านกล่าวนี้ 5 ข้อมาจำนวน 5 จำนวน 8 เป็นจำนวน 10 จำนวน 26 เรียกว่าจุลศีลเนี่ย ก็ตามเราเองเราได้ดีแล้วส่วนที่ดีส่วนที่ยังไม่ดีซึ่งเราจะเห็นเองจำเป็นอย่างยิ่งเอาไปเอาจุลินทรีย์มาปฏิบัตินี้เป็นฐานะของฆราวาสแล้วก็จะต้องเลือกเป็นบางอย่างยังไม่เหมาะกับฐานะของเราหรอกเราจะเอามาทั้งหมดจุลินทรีย์ 26 ข้อเอามาทำทั้งหมดพร้อมกันยากนะเป็นฆราวาสแต่บางคนก็ทำได้หมดบางคนทำไม่ได้อย่างนี้ก็ต้องรู้จักกายะของเราสกายพาสเมื่อเรารู้สึกกายภาพของเรารู้ตัวเราส่วนใหญ่ส่วนแกนส่วนชีวิตที่จะต้องดำเนินไปอยู่ส่วนไหนที่เราจะเจียนให้มันสะอาดงามให้มันสุจริตให้มันเป็นไปดีเราก็ต้องไล่ๆกันทำเมื่อเรา ขายดีมีปัญญาเราก็จะรู้แบ่งแยกทั้งแยกออกแยกเข้าได้ก็มันก็มาควบคุมสุจริต 3 เมื่อเราควบคุมสุจริต 3 มันก็คุ้มไปหมดเลยทีนี้มันจะคุ้มไปจนกระทั่งเป็นการล้างนิวรณ์เพราะเราทำสุจริต 3 ในได้จริงสุจริต 3 เป็นอาหารของนิวรณ์ไปทุจริตทุจริต 3 เป็นอาหารของนิวรณ์เมื่อเราทำเป็นสุจริตเมื่อสุจริตเกิดขึ้นมันก็จะส่งให้เกิดสติปัฏฐานหรือส่งให้เกิดโทษช่อง 7 ตามไปเพราะเราทำให้เกิดสุจริต 3 ได้โพชฌงค์สติปัฏฐานจึงมีอยู่โพชฌงค์ 7 จึงเกิด การกระทำให้มันลงตัวได้เป็นสุจริต 3 นี่คือสติปัฏฐานสติเป็นสัมมาสติวายามะเป็นแรงสัมมาทิฏฐิเป็นประธานแล้วเราก็ควบคุมใจวจีกายทั้งหมดอยู่แล้วมันก็เป็นสติปัฏฐานที่จริงเขาทำให้ทำให้ลงตัวแต่มันภาษาอธิบายเมื่อลงตัวได้แล้วมันก็จะเกิดผลจริงๆแม้แต่อยู่ในโพชฌงค์ 7 ก็มีหลักคล้ายกันและมีความหมายที่เกี่ยวข้องกันมีสติพอสมโภชจงมีธรรมวิจยะมีวิริยะซึ่งเป็นองค์ประกอบคล้ายกันมีความพยายามมีความเพียรมีธรรมเอาวิจัยซึ่งเป็นองค์ที่จะต้องเหมือนกับความเห็นนั่นแหละ บริษัทสัมมาวายามะสัมมาสตินั่นแหละมีสติแน่นอนแล้วก็มีขโมยใจมีวิริยะคล้ายกันเลยกับสัมมาทิฏฐิสัมมาวายามะสัมมาสติที่ทำงานอยู่คล้ายกันแต่เป็นเรียกว่าไวพจน์ซึ่งกันและกันมีความเพียรวิริยะกับความเพียรความขยันความพยายามอยู่ทำมาวิจัยก็คือเห็นได้จริงให้เห็นให้ตรงหรือว่าทำให้ตรงตามที่เราเห็นเรารู้นะมีธรรมะวิจัยมีการวิจัยวิจารณ์ของตัวเองอยู่ทุกอย่างตั้งแต่จิตมหกรรมเมื่อเราทำอย่างนั้นจึงจะเกิดดีเกิดดีเกิดเห็นดีรู้ดีเกิดทรัพย์ทราบผลดีเรียกว่าปิติ มันจะเดินทีเถอะพวกช่วงนี้คือการเดินตรัสรู้มันจะมีสภาพเกิดผลองค์ประกอบเป็นการที่จะเดินทางเข้าไปเข้าไปสู่ความสำเร็จโพชฌงค์จึงเหมือนกับการเดินขาก้าวเพราะช่อง 7 มี 9 เดินเข้าไปจะมีปิติวิปัสสนาก็คือความผลยิ่งขึ้นความสงบระงับต่อกิเลสมันจะสงบระงับคืนหยุดเฉยๆหยุดหายใจหยุดคิดหยุดเห็นหยุดรู้ไม่ใช่ภาษาที่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสงบระงับต่อสิ่งที่เป็นทุจริตทั้งหลายสงบระงับต่ออกุศลทั้งหลายสงบระงับต่อสภาพนิวรณ์ทั้งหลาย เก่งที่ทำให้มันสงบระงับได้ยิ่งกว่าสัตว์ที่เคยแยกศัพท์ให้ฟังแล้วแปลว่าความเก่งเราตั้งลงซึ่งความเก่งมันเก่งขึ้นดีขึ้นเมื่อรู้ดีเห็นดีทำได้ดีเก่งขึ้นเรื่อยๆมันก็สั่งสมลงไปซ้ำมาสมาธิหรือเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์เป็นองค์ที่ 6 ของโพชฌงค์มีสติมีวิริยะมีสติมีธรรมะวิจัยมีวิริยะ 3 และ 4 ปิติ 5 ปัจจัยที่ 6 ก็สมาธิเมื่อมันทำได้มันจึงจะตั้งมั่นแข็งแรงเป็นอุเบกขาเป็นความเฉยวางเฉยต่อการผสานในโลกผัสสะต่อโลกพุทธศาสตร์ โลกะทำเมหิติดตังยัสสะนะกรรมปฏินี้แหละคำแปลทั้งหมดนี้แปลว่าอุเบกขาแปลพุทธสโรกับเมหิจิตตังยะสะนะคำปฏินะกะปฏิแปลอันนี้ถ้าเราสัมผัสกับโลกกระทำใดๆพุทธสถานโลกอาคเนย์สัมผัสกับโลกธรรมใดๆแล้วจิตใจของเราไม่ได้หวั่นไหวนั่นคืออุเบกขาเฉยเฉยมากไม่ได้หวั่นไหวอะไรเลยมันเฉยสบายอยู่แต่ไม่ใช่หมายความว่าไม่รู้ไม่ใช่มันหมายความว่ารู้ยิ่งรู้อย่างเข้าใจแจ้งในโลกกระทำเห็นอยู่รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวมีฌานนั้นโตปกติ ถ้านักเตะชันนะโตปัด Store วิหะระติเห็นอยู่รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวแล้วมันก็สบายดีเชยอยู่อุเบกขาเพราะมันไม่หวั่นไหวมันไม่มีทุจริตเข้ามาแซมมันเฉยได้มันไม่ลำบากมันไม่กระดิกมันไม่สะเทือนมันไม่พอมันไม่โห่ห่อเหี่ยวมันไม่เกรงกลัวแล้วมันก็ไม่ห่างเหินมันไม่ห้ามเกินไปมันก็อยู่สบายนิ่งจึงเรียกอุเบกขาอุเบกขาจึงเป็นแกนแห่งความทรงอยู่ของฌานเป็นแกนร่วมของมีมดเป็นแกนร่วมของนิพพานเราเริ่มต้นอาศัยอุเบกขาเป็นฐาน สแกนร่วมวัดไซส์แล้วเราจะรู้ว่าเราก็เฉยได้อย่างนี้ก็มีจิตใจรู้อะไรต่ออะไรอยู่ทีเดียวแล้วเราก็เป็นไปตามชีวิตปกติเหมือนเราทำได้แข็งแรงข้าวกล่องแล้วก็สบายไปเรื่อยแหละแล้วมันก็จะเป็นสุจริตด้วยไปสุจริตเหล่านี้จะล้างนิวรณ์จริงๆนิวรณ์ที่เคยเป็นเคยมีร้านเขารวยล้านเขาด้วยมันจะมีสภาพที่ละเอียดสุขุมเท่าไหร่เราก็จะล้างเข้าไปอีกมันมีกรรมกิริยาที่ถูกตรงไม่ประมาทไม่ปราบปล่อยเร็วและทำไปเรื่อยๆมันก็ยิ่งจะเห็นว่าเราเป็นเองเราเป็นฌานเราเป็นสมาธิเราเป็นสัมมารีมากเราเป็นโหมดเป็นอยู่ในนั้นเราเป็นสติปัฏฐานเราเป็นสมโภชน์ชงเป็นหมด จริงๆเมื่อเราเป็นทั้งสติปัฏฐานเราเป็นทั้งโพชฌงค์เราเป็นทั้งสมาธิและเรามีทั้งอิทธิบาทหรือวิริยะพยายามก็ตามมีอิทธิบาทก็ทำอยู่จริงแต่ที่จะปฏิบัติประหารที่จะไปล้างไปฆ่าเป็นสัมมัปปธานก็เกิดอินทรีย์พละของเราก็เกิดเกิดมันจะเกิดอยู่ในตัวมันจะมีการสังวรอยู่ในตัวมีการประหารอยู่ในตัวมีการเกิดผลมีภาวนามีอนุรักษ์ธนาหรือว่ามีอนุรักษ์ธนามีภาวนาอยู่ในตัวมีการรักษาส่วนดีมีการเกิดผลดีเกิดผลถูกเป็นสมรรถนะทาน 4 และสิ่งที่เกิดก็ภาษาเรียน 4 และพละของเราเกิดศรัทธาความเลื่อมใส เชื่อมั่นเชื่อด้วยความเห็นจริงเชื่อเพราะเกิดปัญญารู้เป็นอธิปัญญาไม่ใช่เชื่องมงายเขาบอกอย่างไรทำไปโดยไม่เข้าใจไม่เห็นจริงไม่เกิดผลไม่มีปัญญาอะไรไม่ใช่มีปัญญาเป็นอินทรีย์มันมีสัตว์อินทรีย์แล้วก็มีสภาพที่ยิ่งจะวิริยะเป็นวิริยะอินทรีย์มีสติยิ่งมีสติดีขึ้นมีสติมีสมาธิดีขึ้นเป็นสมาธิมีปัญญามีปัญญาที่เป็นกำลังมันมากขึ้นดีขึ้นอินทรีย์ก็ดีพละก็ดีพละก็หาอินทรีย์ก็หาอันเดียวกันพละ 5 อินทรีย์ 5 ก็คือตัวศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญาอันเดียวกันเกิดจริงๆมีจริงๆอย่า แปลภาษาฟังแต่ตัวภาษาท่องท่องไม่ใช่เราต้องรู้ว่าศรัทธาคืออะไรวิริยะคืออะไรสติคืออะไรสมาธิคืออะไรปัญญาคืออะไรทุกวันนี้เรามีอยู่เท่าไหร่อินทรีย์พละของเราจริงๆเรามีเรามีเราไม่มีอยู่ไม่ได้หรอกที่นี่ที่นี่เคร่งเรามีความเชื่อมั่นมีศรัทธาพอสมควรถ้าเรามีวิริยะดีก็เพราะว่าเราเองเข้าใจเกิดความพอใจมันมีวิริยะช่วยแล้วเราก็สนับสนุนเพิ่มไม่มีความพยายามเพิ่มวิริยะพยายามเพิ่มความเพียรพยายามเพิ่มความขยันเข้าไปอีกเอาวิริยะมันมีโดยตนตามธรรมถ้าสมมุติว่าเราเชื่อมั่นมันก็จะขยันมันจะเอาใจใส่มันจะเกิดอิทธิบาทไปในตัวจะเห็นได้ว่ามันส่งเสริม โดยธาตุแท้อันหนึ่งคือธาตุจริงถ้ามันได้ผลดีจริงคนเราก็ขยันจริงหรือว่าเพียรจริงแล้วก็เป็นไปได้โดยง่ายแม้จะขยันแม้จะเพี้ยนมันก็เพี้ยนง่ายๆขยันง่ายๆมันไม่ยากในการเปลี่ยนมันไม่ยากในการขยันหรอกมันไม่ยากมันเป็นไปง่ายเชียวเพราะมันมีไม่ได้ยินเสียงตีมันยิ่งแจ้งมันจะไม่กลายเป็นคนไม่รู้มันจะกลายเป็นตัวรู้สติเป็นตัวเรารู้ระลึกรู้สึกรู้สึกอย่างโปร่งโปร่งกว้างขวางวิจิตรสติมันจะมันโพรงกว้างขวางมันจะไม่กลายเป็นคนห่อเหี่ยวซึมเศร้าหลบหนีหรือว่าแคบครับมันไม่มันจะเป็นสติมันก็คือปัญญาและปัญญาก็ ติดต่อกันอยู่มันจะรู้ไม่ใช่รู้แต่ทำเท่านั้นมันรู้สึกทั้งตัวแล้วมันก็มีตัวปัญญาเข้าทำงานอย่างกว้างขวางสติสัมปชัญญะปัญญามันจึงเป็นเป็นกลุ่มเดียวกันมันส่งไปด้วยกันมันจะทำให้เราเกิดสติก่อนลงนั่นแหละสั่งสมลงเป็นอำนาจเป็นสมาธิเป็นอันที่จริงเป็นจิตวิญญาณเป็นจิตยิ่งแต่ตัวปัญญาก็แถมอยู่ในนั้นแหละคือมันก็รู้ยิ่งรู้รู้ก็ยิ่งรู้ยิ่งเป็นอดีตปัญญายิ่งรู้ยิ่งรู้ยิ่งเห็นยิ่งเข้าใจยิ่งเป็นตัวประเสริฐของจิตอินทรีย์พละเราจะเกิดอย่างนี้จริงๆเรามีแค่ใดทุกวันนี้เรามีถ้ามีแต่ เกลียดอยู่มันก็ส่งความไม่เจริญถ้ามีความขยันไปเรื่อยๆสติก็จะโพรงจะกว้างล้างถ้าเราปล่อยเรื่อยๆๆไม่เอาภาระอะไรไม่พยายามเพิ่มคำกิริยาอะไรของเราเราก็จะกลายเป็นคนที่ได้อันนึงขนาดนึงจะช้าเฉยเราต้องขยันในการปฏิบัติให้ถูกองค์ปฏิบัติธรรมพูดมาเยอะพูดมามากหัวข้อธรรมต่างๆเนี่ยมาร้อยเรียงกันเหมือนเอามาแต่งกระทู้เอาหมวดหมู่ของทำพระพุทธเจ้าเอามาขยายความประกอบเข้าไปอย่าว่าแต่สุภาษิตง่ายๆที่ขยายเป็นประโยคขยายความโดยไม่เอาหัวข้อธรรมมาขยายตีแตกให้ฟัง สนับสนุนกันเข้าไปทีเดียวสิ่งเหล่านี้แหละเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่อธิบายไปเมื่อกี้นี้เป็นแกนเลยด้วยซ้ำไปท่านเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม 37 จะมีตั้งแต่สมัยมีตั้งแต่สติปัฏฐานไปคือจนกระทั่งถึงสัมมารามองค์ 8 หมวดหมู่สติปัฏฐานสัมปทานอิทธิบาทอินทรีย์พละโพชฌงค์มักนี่เป็นหมวดหมู่ทำที่เขาไปร้อยเรียงไว้จะขยายการพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ในโพธิปักขิยธรรม 37 นี่รวมอยู่ขยายการจัดไว้เป็น จะเกิดอย่างนี้เกิดอย่างนี้เกิดอย่างนี้เกิดอย่างนี้จริงๆแล้วเราจะเห็นไม่ใช่ว่าเราเห็นแต่เพียงว่าเราท่องจำได้เรียงกันได้แต่เราจะเห็นด้วยปัญญาเข้าใจมันจะร้อยเรียงมันจะเอามาปนมาเปย์มันจะเอามาขยายกันตรงไหนตรงไหนก็ไม่สับสนเราจะรู้ว่ามันทำไมมันถึงเรียงกันอยู่อย่างนี้ทำไมเวลายกไปขยายกันตรงนั้นตรงนี้ก็ไม่แปลกจะอธิบายอะไรก่อนอะไรหลังก็ดำเนินกันได้ย่นย่อลงเป็นโทษช่อง 7 โพธิปักขิยธรรมโพธิปักขิยธรรมหรือโพชฌงค์ตัวเดียวกันโพชะกับโพธิแปลว่าปัญญาตรัสรู้โภชพระก็แปลว่าปัญญาตรัสรู้โพธิก็แปลว่าปัญญาตรัสรู้อันเดียวกันฉะนั้นพวกช่อง 7 นี่แหละเคยขยายออกมาเป็น บักขี้เกียจทำให้ฟังมานานแล้วอยากจะทำตั้งแต่หลักเอามาเทียบเคียงให้ฟังว่าสติมันก็เปรียบเทียบกับตัวสติปัฏฐานวิริยะมันก็เทียบเคียงสติปัฏฐานวิริยะถ้าเทียบเคียงกับธรรมวิจัยไม่ใช่วิริยะธรรมวิจัยก็เทียบเคียงกับสมรรถภาพวิริยะตัวอิทธิบาทอย่างนี้เป็นต้นเทียบเคียงกันอยู่ให้เห็นแล้วก็จะเกิดการสั่งสมลงไปเป็นปิติเป็นภาษาที่เรียกว่าอินทรีย์พระแล้วเกิดสมาธิเรียกว่าตัวโพชฌงค์เองโทษทรงเองและก็เกิดมา คือเป็นตัวเบรคขามีโพชฌงค์ผู้ช่อง 7 ขยายออกมาเป็นตัวอย่างนั้นอุเบกขาคือมรรคองค์ 8 คือเป็นฐานเป็นเอกสุดท้ายแล้วโพชฌงค์คือตัวเดินแท้คือตัวสมาธิต้องมีสมาธิทรงมีโพชฌงค์เดินทำอธิจิตตนเองอาทิตย์จิตที่เก่งกล้าและนอกนั้นก็เข้าใจง่ายอินทรีย์พละอย่างเราจะเกิดปฏิกิริยาถูกต้องภาษาอังกฤษก็คือความเก่งความสงบระงับอะไรอินทรีย์พละนั่นเองเกิดผิดวิมุติก็คือพละพละก็คือวิมุติเกิดวิมุติเกิดชาญอินทรีย์พระราชทานเกิดวิมุตอยู่ตลอดไปด้วยไปเพราะอิทธิบาทหรือเพราะความพยายามหรือเพราะความวิริยะจะทำทำมาวิจัย มีสำนักประธานสังวรระวังเลือกเส้นดูให้ดีอะไรผิดอะไรถูกอะไรผิดประหารถ้ามีปัญหาทักทายมีสังวรประธานประหารประธานแล้วก็เกิดผลเกิดผลเกิดผลมีภาวนามีอนุรักษ์กันนาสัมปทาน 4 ก็มีบทบาททำไปอยู่สติปัฏฐานก็ยิ่งแข็งแรงสติปัญญาเราต้องเรียนบัญญัติเรียนภาษาเรียนความหมายของบัญญัติภาษาเหล่านี้มาพอสมควรเมื่อมาพูดกันอย่างนี้ก็เป็นการเสริมเป็นการย้ำเป็นการขยายทำให้เรารู้เห็นเข้าใจลึกซึ้งขึ้นจึงขึ้นจริงจังขึ้นไม่ใช่ว่าธรรมะเปล่าท่องไว้ในตัวหนังสือไป เอาประกาศนียบัตรแล้วก็ไปใช้ปฏิภาณธรรมดาธรรมดาไปหากินเสร็จแล้วเราก็กลายเป็นคนโลกๆเรียนเปรียญ 9 จบแล้วไปทำมาหากินทำมาหากินแล้วก็เป็นขี้เหล้าเมายาย้ำไปหลงลาภยงยศลงสรรเสริญคอรัปชั่นทำผิดอยู่ในโลกเรียนไปทำอะไรขายขี้หน้าศาสนาพุทธศาสนาเป็นผู้หญิงปูดำตัวเราเองเป็นตัวแทนที่เลวๆวิชาการที่เปลี่ยนไปแล้วก็ไม่ได้เอาไปใช้เอาไปได้กำกับตัวเองก็ได้เวลาพูดขึ้นมาแล้วก็ท่องท่องปากปิดเลยพวกนี้พวกกระทะปรมะจำพระพุทธพจน์ก็ได้มากเด็กฟังพระพุทธมาก็ จำก็ได้มากกล่าวสอนอยู่ก็มากแต่ไม่มีความบรรลุอะไรไม่มีการเกิดผลอะไรต่อบุคคลนั้นปะทะปรมะแบบนี้มันยิ่งกว่ามันไม่มันมันสมเพชเวทนาไปทีเดียวงั้นเราต้องพยายามให้รู้สัจจะสาระของมันแม้จะเข้าใจภาษาพระภาษาธรรมะอย่างไรอย่างไรก็จะต้องให้รู้ความจริงว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตยังไงมันมีบทบาทกับชีวิตของเราไหมถ้ามันมีบทบาทกับชีวิตของเราเกิดผลดีนั่นแหละเราก็เกิดเกิดผลเป็นภาวนามัยและปฏิบัติถูกแล้วมีศีลอย่างนี้มีทานอย่างนี้หรือมีการสลัดออกได้อย่างนี้ตามหลักเกณฑ์นี้เราได้ปฏิบัติแม้เราจะไม่รู้ภาษาถึงขั้น สุมาลีมักดังที่อธิบายนี้เราแค่พูดง่ายๆว่าทานศีลให้สละออกได้เห็นรถละจางคลายออกได้ผ่านไปนอกจากทานแล้วก็ต้องมีหลักเพิ่มเป็นอธิษฐานขึ้นอีกทางออกให้ได้อีกตั้งแต่ของหยาบๆตั้งแต่เรื่องเลวๆทานออกสลากออกสลากออกจากขาออกให้มันรู้จักให้เพราะฉะนั้นคำว่าทานมันรวมหมดทั้งวัตถุรวมหมดทั้งอภัยเธอก็ไม่เกิดโทษเกิดภายในตัวเราทำรวมทั้งทำเพราะฉะนั้นอกุศลธรรมอะไรเราก็ทานอกุศลธรรมออกหมดเราไม่เอาอ่ะเอากุศลธรรมที่มีอยู่ในตัวเราเราแกะออกมาทิ้งแกะออกมาทานแกะออกมาให้ไว้แก้โรคจะเอาไปกองไว้ที่ไหนก็ได้เอาไปยัดเยียดใส่คน เป็นเหมือนกับกัมมันตภาพรังสีเอาออกมันไปกราบเป็นเศษเป็นเดนเป็นของไม่เข้าเรื่องนี่พูดด้วยภาษาง่ายๆใช้ภาษาสื่ออะไรก็ได้เป็นสภาภาษาร่วมสมัยเป็นภาษาสมัยใหม่เหมือนกับวัตถุแต่เราเข้าใจโดยสารแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรไม่สับสนไม่วนเวียนมาปฏิบัติธรรมแล้วแกนใหญ่เอามาอธิบายแล้วลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมดรวมกันร่วมกันหมดความปฏิบัติให้ถูกโดยตรงไปจับจิตจับกรรมรู้จักกรรมรู้จักจิตจะทำให้ดีจัดการให้มันเป็นสุขเย็นเป็นอุตุที่ดีแล้วเราก็ทรงอยู่ด้วยความเป็นอาหารเราจะมีอาหารที่รับเข้ามาไม่มีพิษเรารักโลกธรรมใน อยู่กับโลกธรรมในโลกโดยรับสิ่งที่ไม่ใช่ผิดมีแต่แก่นสารเท่านั้นเข้ามาใช้กับชีวิตร่างกายเป็นผู้ที่รู้อาหารและเราก็ปรุงอาหารให้แก่โลกเผอิญอาหารที่เราปรุงเราต้องปรุงสุจริตกายกรรมของเราเป็นอาหารที่สุจริตวจีกรรมของเราเป็นอาหารสุจริตมโนกรรมของเราเป็นอาหารสุจริตเมื่อเราล้างตัวเองหมดนิวรณ์เราเองเป็นตัวเดินเป็นตัวพระพุทธเจ้าก็ไปสู่โลกนำเขาไปพูดที่ภาค 9 7 9 จะเห็นระบบเดิน 7 ก้าวเนี่ยเดินโพชฌงค์ 7 เดินอยู่ตลอดสายโพดช่อง 7 พระพุทธเจ้าท่านใดเทียบเคียงเหมือนกับ อะไรอะไร 7 น่ะแก้ว 7 ประการเปรียบเหมือนกับมีจักรแก้ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive