240403-469 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ025.txt
เนื้อหาในไฟล์
ถ้าเหตุการณ์ที่ผ่านไปแต่วันแต่ละวันแต่ละคืนแต่ละเดือนแต่ละปีมันจะมีเหตุการณ์ที่อ่อนเหตุการณ์กลางๆและเหตุการณ์ที่มีเหตุปัจจัยเข้ามาร่วมมันก็จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่แรงเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอนี่แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหรือ 3 ลักษณะง่ายๆเพื่อเป็นตัวอย่างที่จริงแล้วมันมีรายละเอียดมากกว่านี้มากหลายเป็นร้อยๆพันๆขั้นตอนและเมื่อเราประสบกับภาวะที่มีองค์ประกอบหรือมีสิ่งแวดล้อมที่มันผนวกกันมาสัมผัสถึงเกี่ยวข้องกับเราเข้าถ้ามันรับตรึงหรือว่ามันมีน้ำหนักมีปริมาณอะไรมี ค่าอะไรแรงมากเราก็เหมือนกับเราไปจนสัมผัสกับสิ่งนั้นแรงเมื่อผจญกับแรงๆนี่แหละเราเองจะต้องเก่งเราเองจะต้องมีอินทรีย์พละที่จะสามารถอยู่กับแรงๆนี้โดยมีเหลี่ยมของธรรมะเสียงธรรมะที่เราทนทานต่อสิ่งที่แรงๆในโลกได้เนี่ยมันจะทำให้คนอยู่ได้มันจะทำให้คนชนะจุดนี้เองในโลกมีองค์ประกอบมีสิ่งที่จะสัมผัสผ่านเราเองเราจะรู้ว่าสิ่งนี้ควรรับหรือไม่ควรรับผู้ใดมีแต่ภาวะที่ไม่ควรรับอยู่มากผู้นั้นก็จะตัดสินผลักออกทั้งง่ายวางปล่อยนั้น รับเอาไว้เพื่อสังเคราะห์เพื่อเป็นอยู่เพื่อเป็นไปแต่น้อยนั้นง่ายแต่ผู้ใดที่มีโมหะหรืออวิชชาจะรับเข้ามาแต่มากๆการสลัดออกหรือการวางออกไม่หัดไม่ฝึกไม่เป็นในการเอาออกมีแต่การเอาเข้าเอาเข้าจนเก่งจนชินทุกอย่างมันจะเข้ามาทับถมจนยิ่งมีภาวะของเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมดังกล่าวแล้วถึงคราวที่มันมาอย่างแรงอย่างมากคนนั้นแหละจะทุกข์เจียนตายหรือทุกข์ตายเลยจะทุกข์มากจะลำบากมากจนหนักหนาและหนักเลือดตายเพราะว่าธรรมดาคนเราเนี่ยมันสังเคราะห์มันก็มีปฏิกิริยามีร้อนมีหนาวมีร้อนนั่นแหละมีปฏิกิริยาอยู่แล้วซึ่งเราเรียกว่าทุกข์แม้จะสังเคราะห์แท้ มันก็เป็นทุกข์น้อยๆศึกทุกข์น้อยเราก็ทนได้ง่ายแต่ทุกข์มากเราก็ทนได้ยากเพราะหลักการของการปฏิบัติศาสนาจึงเป็นหลักการที่จะให้
อ่านต่อ
ปล่อยวางเลิกหยุดพักออกแล้วก็หัดปล่อยให้ได้จริงๆเมื่อเป็นของหยาบแล้วก็ปล่อยกันได้ง่ายๆในลักษณะหยาบแต่มันก็จะต้องมาทำที่จิตใจนั้นเป็นที่สุดระหว่างข้างนอกวัตถุนอกปล่อยข้างนอกแต่ใจของเราไม่ปล่อยใจของเราไม่วางนั้นมันไม่มีจบผลักออกก็จะเพียงว่ามันมันรู้สึกตอนนี้มันหนักหน่อยแล้วก็ปรับแต่แท้จริงแล้วมันก็วนเวียนกลับมาอีกอย่างเดิมเพราะมันไม่เกิดปัญญามันไม่รู้จริงว่า มันไม่จำเป็นสิ่งนี้มันปล่อยได้สิ่งที่เลิกได้หรือสิ่งที่จะสมควรจะต้องเป็นไปอยู่สิ่งที่จะต้องรับบ้างไม่รับบ้างเราก็จะรู้ขั้นตอนหรือรู้สภาวะสิ่งเหล่านั้นชัดเจนผู้ได้เรียนรู้วางปล่อยออกมากๆแล้วก็รับสิ่งที่มันเป็นสิ่งสังเคราะห์ที่เราถือว่าเป็นแก่นสารสาระให้พอทรงอยู่ทรงไปเราก็จะเป็นผู้ที่รับไว้แต่น้อยแม้แต่สิ่งที่เรารับนี้เราก็ไม่รับจิตอันยินดีหรือจิตอันติดยึดด้วยรับอาหารมาไว้สังเคราะห์ร่างกายเราก็ไม่ติดยึดและรับเสื้อผ้ามาไว้ที่ร่างกายเราก็ไม่ติดยึดเราแม้แต่จะอาศัยที่อยู่เราก็ไม่หลงติดยึดเราจะ ประธานยารักษาโรคเราก็ไม่ได้ติดยึดถ้าเราไม่ได้หลงไหลจิตเสพติดยึดมัวเมาอะไรเป็นแต่เพียงเรารับมาเพียงสังเคราะห์พอให้มันสังเคราะห์และมีน้อยที่สุดที่จะน้อยได้มีขีดน้อยไปหาศูนย์สิ่งใดที่สูญขาดเลยสูญขาดได้สิ่งใดที่จะต้องรับบ้างไม่รับบ้างก็พอไปพอมาแล้วก็พยายามมีแนวโน้มไปทางมักน้อยหลักการตัดสินสัจธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นไปเพื่อความมักน้อยถ้าเป็นไปเพื่อความมักมากอันนั้นไม่ใช่หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างงั้นเราจะมีแนวโน้มอยู่อย่างนี้แหละเป็นแนวโน้มไปหามักน้อยแล้วเราก็จะอยู่อย่างน้อยนั่นแหละพอใจหรือสบายถ้ามากแล้วเราจะรู้สึกว่าเราจะต้องหาทางจีนออกมีปกติมีนิสัยมีจิตใจเป็นอย่างนั้นจริงๆถ้า แล้วจะหาทางปลดปล่อยออกนี้เป็นคนโลกุตระส่วนในทางโลกิยะนั้นมากไม่ว่าถ้าขาดถ้าน้อยแล้วไม่ยอมเพราะฉะนั้นในโลกจึงเป็นไปด้วยความมักมากส่วนในทางธรรมจึงเป็นไปด้วยความมักน้อยซึ่งมันเกิดจริงที่จิตใจที่อารมณ์ที่อาการที่ความจริงใจของแต่ละบุคคลพระอริยเจ้าจึงมีทิศทางมักน้อยมักน้อยจนถึงที่สุดเป็นพระอรหันต์แล้วท่านอะไรที่จำเป็นจะต้องยินยินยอมรับไว้เพื่อสงเคราะห์ชีวิตเท่านั้นท่านจึงจะรับถ้าไม่มีใจความจำเป็นที่จะเอาไว้สังเคราะห์ชีวิตนั้นท่านก็จะรู้ว่าอันนี้เราไม่ได้เราไปสังเคราะห์ชีวิตเราเรารับมา พี่จะทำงานเป็นเหตุปัจจัยเพื่อจะทำงานเพื่อผู้อื่นเพื่อประโยชน์ท่านแท้ๆแล้วเราก็ทำงานมีสัมมากัมมันตะเป็นที่สุดเป็นการงานเป็นที่สุดแล้วก็ทำเพื่อประโยชน์ท่านไปในโลกเราทำไปเราก็รู้ว่าเราเองเราทำเพื่อเอ็นดูอนุเคราะห์อุ้มชูโลกไว้โลกจะต้องได้บทบาทการงานของคนบริสุทธิ์ใจของคนที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเห็นแก่ผู้นั้นผู้นี้แต่ทำสิ่งที่สมควรที่สุดเจริญที่สุดดีที่สุดให้แก่โลกเท่าที่จะสามารถทำได้ตามกาลเทศะฐานะก็ทำกันจริงๆบทบาทการงานจึงเกิดอยู่มีอยู่และเราเองเราก็รู้ที่สุดในชีวิตแล้วว่าเราจะสังเคราะห์อะไรไว้แค่ไหนจึงสรุปให้ฟังเสมอว่าชีวิตของ เรานั้นมันเล็กน้อยยิ่งกว่าดอกหญ้ามันไม่มากไม่หนักไม่หนาอะไรเลยชีวิตเด็ดในทางรูปธรรมยิ่งพูดง่ายปัจจัย 4 พอนิพนหน่อยไม่ต้องมากมายเราก็ยังชีวิตให้มันดิ้นแด๊กแด๊กไปได้แล้วส่วนอารมณ์หรือจิตวิญญาณนั่นสิเราต้องมาเรียนรู้อีกว่าเรายังรับอารมณ์เสพอารมณ์ดีอีกเยอะเราจะต้องลดละและยาอารมณ์นั่นแหละมันเป็นเหตุเพราะจิตวิญญาณเป็นประธานของทุกสิ่งทุกอย่างทั้งปวงถ้าจิตวิญญาณของเรายังเสพยังรับยังโหยหายังอาวรณ์ยังต้องการแม้เราจะพรากวัตถุออกจากกายให้ห่างเท่าไรแม้จะอดจะทนเอาสักพักนึงมันก็ยังจะพยายามเรียนวนกลับไปเสพอีกใหม่เพราะจิตมันไม่รู้เด็กปัญญา ตัดขาดไม่จริงเราจึงจะต้องมาทำจิตนั่นแหละเป็นตัวสุดท้ายจริงๆเห็นด้วยปัญญาแล้วก็จิตก็มีกำลังที่ตัดขาดอย่างเด็ดๆเดี่ยวๆเลยแม่เราจะมีชีวิตอยู่เราก็มีชีวิตอยู่ไปเกี่ยวเพราะไปเกี่ยวข้องไปมีอะไรต่ออะไรที่เราเองไม่ได้ติดแล้วเราก็ไปมีเกี่ยวข้องเพราะว่าเราเองเราทำงานเช่นว่าเราจะต้องมีเครื่องเทสก็จะต้องมีวิทยุที่เราทำงานอยู่ทุกวันนี้เรามีเทปเพลงมีเทปดนตรีซะด้วยเราไปเกี่ยวข้องสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ติดจริงๆเราไม่ได้โหยหาอาวรณ์เราไม่ผลักเราไม่ดูดเราเอาออกห่างจากตัวเมื่อไหร่แล้วก็อยู่ได้ในชีวิตเป็นผู้เบิกบานแจ่มใสสดชื่นไม่ต้องโหยหาไม่ต้อง ถาวรเลยแม่มันอยู่เราก็ใช้อย่างมีประมาณอย่างคำนวณให้ดีสำหรับผู้นั้นผู้นี้อย่าให้กลายเป็นฝิ่นอย่าให้กลายเป็นสิ่งที่ไปมอมเมาผู้อื่นจะต้องใช้อย่างคำนวณประมาณจริงๆเหมือนหมอที่ใช้มอร์ฟีนให้แก่คนไข้ถ้าเกินเลยแล้วเขาจะไม่ใช้เขาจะพยายามให้เขาให้คนไข้อดทนไม่ใช่จะมอมเมาเขาให้ติดฝิ่นติดมอร์ฟีนไปเลยอย่างนี้ไม่ใช่เพราะฉะนั้นการใช้สิ่งใดเพื่อประโยชน์ผู้อื่นในฐานะที่เขาเองเขายังต้องอาศัยสิ่งนั้นถ้าไม่ใส่สิ่งนั้นให้เขา 1 เขาทุกข์เจียนตาย 2 เขาไม่ยอมรับเลยบางอย่างก็ต้องแก้ให้เขาหายทุกข์พอบรรเทาไปพลางๆบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ให้เขาเองต้องอาศัยเป็นกษัยถ้าไม่งั้นเขา ไม่รับเลยไม่กลืนเลยไม่รับไม่กลืนแม้แต่จะให้คืนลงไปในท้องคนเดียวเขาก็จะออกออกมามันเป็นอย่างนั้นเพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องให้เป็นกษัยให้เป็นสิ่งที่เขายังมีจิตใจดูดไว้ด้วยว่าจะกินไปแล้วไปอาเจียนทิ้งทีหลังรับไปแล้วไปอาเจียนทิ้งทีหลังไม่ใช่ต่อหน้าต่อตาก็กลืนกลมกลืนให้ไปเท่านั้นแหละแต่พอลับหลังก็ไปอาเจียนออกฟังดีๆนะสมมติฐานหรือว่าอุทาหรณ์อันนี้เราแสดงธรรมต่อหน้าต่อตาเขาก็รับดีพอไปลับหลังแล้วเขาอาเจียนออกธรรมะอันนั้นก็โยนทิ้งเขาไม่ต้องการอย่างนี้มันเป็นการบังคับเราจะต้องอย่างใจว่าให้เขามีเป็นกษัยแล้วก็เขาพอใจกลืนนะแม่มันจะข่มมันจะคืนมันจะลำบากเขาก็พอใจกลืนว่าเป็นยาเป็นธรรมะโอสถเป็นโอสถ ดีจริงๆแต่เขาเองเขายังมันไม่อร่อยหรอกมันต้องฝืนต้องฝืนต้องอดต้องทนนั่นแหละแต่เขาก็ยังมีน้ำใจตัวนึงว่าดูดไว้หรือพึงศรัทธารับไว้ถ้าไม่เช่นนั้นก็ผลักดันออกมาหมดหรือวางทิ้งไปเลยเนี่ยยกตัวอย่างพวกของกินของกลืนอะไรชั้นเดียวกันกับธรรมะเหมือนกันเพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะเราจะยัดเยียดธรรมะที่แข็งเกินภูมิให้แก่บุคคลที่เขาไม่ไม่ได้ยินดีแล้วไม่ศรัทธาแล้วแล้วอย่าไปเทพเขาไม่ศรัทธาแล้วเขาไม่ยินดีและเขาเกินแล้วเกินการแล้วแม้จะบังคับข่มเหงเราจะมีฤทธิ์มีเดชทำให้เขามานั่งฟังให้มันนั่งทนรับเอาอย่างไรก็ตามไม่เกิดผลเลยเขาไปออกทิ้งเขาไปคลายทิ้งในภายหลังเสียแรงเปล่าและทำให้เขาเอียนเขาเบื่อด้วย ทำไมมาพบหน้าเพราะว่าเรามีวิธีจับปลอกได้จับปลอกได้แต่เขาไม่กลืนจับปลอกให้ตายยังไงก็เสียของเปล่าเสียแรงเปล่าอันนี้ขอให้พวกเราสังวรหรือสำนึกให้ดีแล้วเราจะได้ทำเป็นประโยชน์ประโยชน์ประโยชน์ประโยชน์ประโยชน์ตนก็ขอเน้นให้สำคัญว่าเราเองเราจะต้องคำนึงคำนวณให้ถูกเหมาะถูกสัตว์ทุกส่วนถูกกาลเทศะฐานะทำให้ลงตัวให้ดีและตัวผู้อื่นก็ทำให้ลงตัวให้ดีคำว่ามัชฌิมาหรือคำว่าสมดุลคำว่าสัมมาสิ่งเหล่านี้เป็นของยากมากเราจะต้องประมาณอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นในส่วนสัตว์ที่ต้นกลางปลายหรือในระดับที่จะมีองค์ประกอบอะไรร่วมอยู่ในชีวิตแต่ละวันแต่ละคืนแต่ละขณะ เราก็จะต้องประมาณทุกเวลาทุกขนาดว่ามันอย่างน้อยอย่างกลางหรืออย่างมากจะมีปริมาณหรือมีคุณค่าหรือมีฤทธิ์มีรสอะไรรุนแรงหรือบางเบาอย่างไรเราก็จะต้องประมาณให้ดีบางคนชอบกินของรุนแรงบางคนชอบฟังธรรมหนักๆแรงๆเผ็ดๆบางคนชอบทำฟังธรรมมันกลางๆบางคนชอบฟังธรรมอ่อนๆแล้วก็รับได้ดีถ้าแรงไปหน่อยก็กินไม่ได้ก็รับไม่ได้เหมือนคนที่กินเผ็ดไม่ได้เลยต้องกินจืดๆอย่างนี้เป็นต้นแล้วเขากินได้มากกินได้เยอะบางคนก็กินรสแรงๆถึงจะกินได้เยอะแล้วเราก็ปั่นอีกเยอะปั่นแข็งแรงแต่สิ่งที่ตัวเองก็ดีที่จะรับอย่างแรงและรับอย่างเบาอย่างปรางก็ขอให้เรารู้ถึงองค์ประกอบมันมีทั้งวัตถุนอกมันมี อะไรต่างๆประกอบพร้อมแม้แต่ที่สุดอารมณ์ของจิตของเราเองนั่นแหละสำคัญเราจะต้องอ่านถึงความแรงความเบาของอารมณ์ของจิตของเราให้ดีเราอย่าไปแหลงตามโลกนอกเราอย่าไปแตะแรงตามวัตถุนอกเมื่อเราสามารถควบคุมได้วัตถุนอกแล้วก็ยับยั้งได้แล้วเรายังจะต้องมาควบคุมอารมณ์แรงของ 17-10 ของเราอีกแล้วก็ทำให้จางคลายบางเบาลงไปจนสุดท้ายก็สนิทนิ่งเราไม่เกิดอารมณ์อะไรแรงแม้จะกระทบสัมผัสมาอย่างไรก็ตามตัวเราเองเราก็ไม่ติดไม่เสพอะไรรุนแรงเราจึงจะอยู่บนโลกเขาอย่างสบายๆเพราะเราอะไรอะไรก็น้อยอะไรนิดๆหน่อยๆแล้วก็สบายร่าเริงเบิกบานอยู่ได้แม้แต่ ฟังคำด่าเราก็ยังร่าเริงเบิกบานได้หรือฟังคำที่ไม่เป็นคำด่าไม่เป็นคำชมเป็นคำกลางๆง่ายๆนิดๆหน่อยๆรสจืดชืดกลางที่สุดเราก็ยังเบิกบานร่าเริงได้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเส้นลึกที่จะต้องไปรับรถอะไรจะจัดจ้านๆเราจึงจะเบิกบานร่าเริงน้ำหนักของสิ่งแวดล้อมและก็รู้น้ำหนักของอารมณ์อาการความสามารถของจิตใจของเราที่จะทำใจให้เป็นกลางๆได้เป็นอุเบกขาฐานได้อย่างแท้จริงแม้จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมจัดจ้างรุนแรงและก็เวียนวนมาหาเราไม่ว่าฤดูกาลอย่างไรเราก็เป็นคนที่อยู่ได้เป็นผู้พ้นทุกข์เป็นผู้ที่ไม่ต้องวูบๆวาบๆไม่ขึ้นไม่ลงไม่สุขไม่ทุกข์ไม่เดือดไม่ร้อน ความหมุนเวียนของทั้งขาและโลกไม่ว่าจะเป็นกลางวันแล้วก็สุขไม่ว่าจะเป็นกลางคืนก็สุขไม่ว่าฤดูร้อนฤดูหนาวเราก็ส่งไม่ไหวฤดูฝนเราก็สุขไม่ว่าจะแดดออกไม่ว่าจะฝนตกไม่ว่าจะมีสภาพลูกลบกลิ่นเสียงสัมผัสอย่างไรหรือมีอาการที่มันเดือดๆร้อนๆอย่างไรก็ตามเราก็ไม่ได้แปลกชวนไปตามฤดูกาลหรือวัตถุธรรมข้างนอกเลยจึงเรียกว่าผู้ที่มั่นคงแน่วแน่เรียกว่าไม่ตายไม่เป็นไม่ทุกข์ไม่สุขไม่วุ่นวายดิ้นรนไม่ทุรนทุรายแล้วเป็นผู้สงบเป็นผู้ระงับนี่เป็นความหมายที่ชัดแจ้งขอให้เราลดละลงสิ่งที่ผิดสิ่งที่มันยังปรุงมันยังมีฤทธิ์มีเดชกับเราเพราะฉะนั้นสัมผัสอะไร เป็นปัจจัยเรามีบทปฏิบัติที่เราสามารถควบคุมไปจนกระทั่งถึงจิตใจเรียกว่ามโนปวีณ์ 18 เราควบคุมไปจนกระทั่งฝึกอุเบกขาฐานได้อย่างเข้าใจและลงร่องลงช่องเราก็จะเป็นผู้ที่อยู่อุเบกขาหรืออยู่วิเวกหรืออยู่สงบอยู่ระงับกับโลกอันแสนวุ่นวายที่สุดได้อย่างคนเรียกว่าซุปเปอร์แมนหรือเรียกว่าคนเหนือโลกสี่เหลี่ยมในภาษาพระว่าเป็นอริยบุคคลผู้ทำได้มากก็ถึงขั้นสูงสุดที่เราเรียกว่าพระอรหันต์นั่นแหละ [ไม่สามารถถอดข้อความได้]