231012-2-234 ทางเอกภาค2-ตอน234(หน้า504)-พ่อท่าน-ปฐมอโศก-ท054.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคมพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระพิทยาคมทำวัตรเช้าบรรยายธรรมเอกภาค 2 ต่อที่พฤษภาคมปฐมอโศกถ้าเรามาศึกษากันต่อนะเราตั้งใจฟังดีๆผู้ที่นานๆมาฟังทีก็ต้องตั้งใจฟังไปดูจับปะติดปะต่อเอาเองตอนนี้เราบรรยายในหนังสือทางเอกซึ่งก็ถึงหน้า 54 เรื่องของวิชาการเป็นเรื่องของธรรมะชั้นสูงเกินไปธรรมะละเอียดต้องพยายามตั้งใจฟังให้ดีมันไม่ใช่ตัว ที่จะพูดนี้เท่านั้นมันเป็น Abstract จริงๆมันเป็นนามธรรมจริงๆมันเป็นอรูปที่พูดเนี่ยเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวภาษาทั้งนั้นตัวภาษาเป็นเพียงสื่อเป็นเพียงความความหมายของคำที่จะจูงนำไปให้รู้ในสภาพธรรมที่ผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้ที่จะเรียนอย่างไรก็ตามจะต้องระลึกถึงไปถึงสิ่งอีกสิ่งหนึ่งไม่ใช่โดยตรงเป็นสื่อแทนเป็นศิลปะขั้นแอสแตกในภาษาคำพูดนี้ก็เป็นเหมือนสีเหมือนวัตถุที่จะสื่อเข้าไปหาอีกสิ่งหนึ่ง เป็นนามธรรมไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่สภาพวัตถุโลกเป็นอารมณ์ทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่จะต้องจับให้ติดว่าเป็นลักษณะของทางจิตวิญญาณแท้ๆและไม่ใช่จิตวิญญาณที่ออกนอกลู่นอกทางของพุทธไม่ใช่ตัวตนปั้นเป็นรูปเป็นโฉมเป็นสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาล่องลอยอย่างโน้นอย่างนี้อยู่อะไรไม่ใช่อยู่ในตัวเรานี่แหละจิตวิญญาณก็คือสิ่งหนึ่งในตัวเราพอพูดถึง 10 วิญญาณก็คือหมายถึงอารมณ์อันที่เป็นจิตวิญญาณในตัวเรานี่แหละไม่ใช่เป็นหมายถึงตัวอยู่ที่ข้างศาล รออยู่ที่ต้นตะเคียนอยู่ที่ป่าช้าอยู่ที่เรือนโบราณเรือนพันอะไรหรือว่าอยู่ในปราสาทราชวังพังพังทั้งร้านอะไรไม่ใช่ไม่ใช่หมายถึงจิตวิญญาณตัวตนสัตว์อัตราแบบนั้นที่เท่าที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาไม่ใช่อย่างนั้นคืออารมณ์จิตจริงๆของเรานี่แหละมันเป็นอย่างที่จะพูดสื่อเข้าไปเนี่ยใช้ภาษาจะสื่อเข้าไปตามให้ดีๆฟังดีๆจะรู้ว่านี่คือการศึกษาขั้นปรมัตถ์หรือการศึกษาขั้นจิตวิญญาณแล้วก็ม
อ่านต่อ
าหัดทำหัดแปรปรับปรุงตามความหมายที่จะ ใบนี้ถ้าเราดูอนุเฉทสุดท้ายก่อนจะถึงอนุสรณ์สุดท้ายลงอ่านอยู่นิดนึงเพื่อจะได้สืบต่อคือรู้ให้ชัดหรือต้องมีธาตุรู้ให้เต็มตามกาละเทศะฐานะในวงเล็บหมดโมหะสิ้นอวิชชาสังโยชน์แต่ต้องรู้ให้ชัดในภาพรู้ของเรานั้นต้องไม่ให้มีหรือดับให้เกลี้ยงหรือไม่ให้อารมณ์รู้มากรู้เกินไปเป็นทาสโรคโลหะธาตุโทรศัพท์ธาตุโมหะแม้เพียงเศษทุเรียนให้ได้ทุกกาลเทศะ นั่นเองแหละที่เรียกว่าสิ่งที่ควรดับสนิทในวงเล็บนิโรธและสภาพที่ทำให้เกิดให้เป็นให้ได้ในวงเล็บยานทัศนะพยายามทำความเข้าใจให้ได้ถูกต้องนี้ดีๆในความถูกต้องนี้ดีๆอันนี้เราจะเน้นตัวความถูกต้องว่าคำว่าคำว่านิโรธของพุทธศาสนานั้นคือสภาพที่ดับกิเลสตัณหาอุปาทานดับธาตุโลหะธาตุโทรศัพท์ธาตุโมหะดับไม่สนิทเลยไม่มีแม้เพียงธุลีแม้เพียงเศษธุลีในจิตมันจะมีเหลือน้อยเหลือเล็กเหลือละเอียด มองอะไรยังไงก็ตามใจเราจะต้องรู้ว่าสภาพของโลภะสภาพของโทสะของโมหะอย่างหยาบก็ไม่มีแล้วอย่างกลางเหลือนิดหน่อยก็ไม่มีแม้แต่เศษธุลีละอองภาษาสื่อก็ไปให้รู้นามธรรมพวกนี้ทั้งนั้นภาษาที่พูดเนี่ยคำว่าทุเรียนเราตามวัตถุมันก็แบบวัตถุแต่นี่ไม่ใช่วัตถุเป็น Abstract เป็นนามธรรมเป็นรูปเป็นโลกุตระความหมายสื่อเข้าไปใช้แทนสภาพของจิตวิญญาณและสิ่งที่ประสมอยู่กับจิตวิญญาณที่ไม่ใช่ไอ้พวกนี้แหละไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่มันมาสิงสู่อยู่กับจิตเหมือนมันเป็นตัวเป็นตนแล้วมันก็มีจริงๆเป็นจริงๆซะด้วย อัตราตัวตนจริงๆซะด้วยการศึกษาของธรรมะจึงจะต้องรู้อัตราไม่ใช่ปฏิเสธอัตตารู้ว่าเราได้หลงไปสร้างอัตราไว้ตั้งเท่าไหร่แล้วเราก็จับอัตรานั้นให้ได้ลดละสภาพอากาศคือโลภะโทสะโมหะนี่แหละชื่อใหญ่มันของอัตราอัตราที่หมายนี้คือพรุ่งนี้และเป็นตัวเรียกว่ารากมูลเรียกว่ารากมูลของกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งปวงเขาเรียกว่าเลขรากเลยทีเดียวเรื่องแรกมูลๆมูลมูลนิธิ คือต้นตอมูระภาษาบาลีมูระเนี่ยเลขโลภะโมเลกุลและจิตโมหะมูลนิธิเนี่ยเป็นรากเป็นมูลเป็นเค้าเงื่อนเป็นโคลนเป็นต้นของกิเลสตัณหาอุปทานทั้งปวงเราจะต้องถอนรากถอนโคนถอนมูลพวกนี้ผ่อนหนักผ่อนนี่ก็เป็นภาษาสื่อไม่ได้ไปถอนนะมันก็ยังถอนต้นไม้นี่หรอกแต่ว่ามันก็คล้ายๆกับต้นไม้จะมีมีกรรมวิธีที่จะไปถอนมีกรรมวิธีที่จะประพฤติการถอนนิกายกระทำมีอิทธิฤทธิ์วิธีมี ถอนให้หมดไม่เหลือแม้เศษธุลีละอองให้ได้ทุกกรณีให้ทุกเวลาเราถอนออกหมดจนเวลาไหนมันก็ไม่มีคำว่านิโรธนี่เราไม่ได้เป็นดับจิตไม่ได้เป็นดับรูปไม่ดับนามรูปขันไม่ได้ว่าเออการดับก็คือการทำให้ตัวเองตายหมดลมหายใจนั้นถึงจะเป็นนิโรธที่จะเรียกว่านิพพานไม่ใช่นิพพานไม่รู้ได้ก็จะเป็นนี่พระพุทธเจ้าบรรลุพระนิพพานตั้งแต่อายุ 35 ภาษาญี่ปุ่นทำโมคคัลลาก็ไม่รู้นิพพานตั้งแต่เป็นพระสาวกเป็นๆมีนิพพานตั้งแต่เป็นๆมีการดับสนิท เรียกว่าการไม่เกิดไม่ตายคำว่าไม่เกิดไม่ตายของกิเลสดับไม่เกิดไม่ตายอีกแล้วคือมันไม่เกิดมันก็ไม่มีตายที่เรียกว่าไม่เกิดไม่ตายก็เพราะว่ามันไม่ต้องมาเกิดแล้วก็คอยดับมันอีกดับได้ทุกกาละเมื่อใดเมื่อใดมันก็ตายสนิทดับสนิทถึงเรื่องของมันหมดเกิดการเกิดของกิเลสอย่างนี้เป็นทุกข์สุดท้ายของพุทธศาสนานั้นเมื่อหมดกิเลสตัวโลภะโทสะโมหะอย่างหมดเชื้อมันก็ไม่นำพาให้อะไรอะไรเกิดด้วยเพราะฉะนั้นถ้าเราตายหมดลมหายใจเป็นนี่มันก็มันก็ไม่เกิดอีกด้วยแต่ทีนี้เขาก็มาอธิบายกันแต่ว่าการเกิด ร่างกายส่วนร่างกายไม่เท่านั้นซึ่งมันรู้ได้ง่ายอยากวันนี้ไม่เกินนี้ตายแล้วเราก็ไม่เกิดมาก็จริงทีนี้บางคนเขาพระไม่เข้าใจในความหมายของนามธรรมและจิตวิญญาณและก็แยกจิตวิญญาณไปอธิบายแบบศาสนาอื่นๆหรือรัฐที่อื่นๆอธิบายจิตวิญญาณแบบอัตตาที่มันมีเป็นตัวเป็นตนเป็นเล่นอะไรต่ออะไรไปอยู่บนว่ามันอยู่ในภูเขาต้นไม้อยู่ในอะไรสิงสู่อยู่ในนู่นไอ้นี่เป็นเลขแยกออกเป็นวิญญาณผีวิญญาณเทวดาวิญญาณนรกวิญญาณสวรรค์อะไรก็ไปกันใหญ่เหล้ากันเป็นคุ้งเป็นแควดังนั้น เรื่องของศาสนาลัทธิต่างๆอีกเยอะแยะเขารู้เขาก็ได้ฟังมาเราก็ได้ฟังมาก่อนด้วยซ้ำกว่าจะไม่ได้จับเอาจิตวิญญาณที่แท้อยู่ในตัวเราเนี่ยเป็นแท่งพิสูจน์เนี่ยแล้วก็เอามาเล่าเรียนมารู้อารมณ์ๆอุเทนต่างๆดูรูปรู้นามของมันชัดๆรู้ตัวรู้ตนที่มันเป็นนามธรรมจริงๆเป็น Abstract จริงๆเนี่ยกว่าจะมารู้กว่าจะมาจับได้มาเรียนถูกทิศถูกทางยากก็ยากนักส่วนมากบรรยายอยู่แต่อะไรก็ไม่รู้แล้วๆไม่รู้จริงแล้วก็ไม่ได้ดับจริงเพราะเราไม่ได้จับถูกสภาวะจริงจึงรถไม่ได้นิโรธไม่ได้ดับไม่ได้ไม่รู้วันนี้ก็เป็นยังไงกับสนิทเป็นยังไงแบงค์ ออกเราจะค่อยๆรู้เป็นสภาพเหตุปัจจัยและจิตวิญญาณมันกระทบสัมผัสแล้วมันเป็นรถโลภะโทสะโมหะจริงๆมันเป็นตัวเหตุเป็นตัวเหตุและเราก็ดับเหตุนี้เรียกว่าดับสมุดไทยของมันจริงๆจึงจะมีตัวนิโรจน์จริงๆอริยสัจ 4 จึงจะเกิดมันเป็นตัวทุกข์เกิดอารมณ์ทุกข์เราก็ไม่รู้ว่ามันทุกข์เพราะมันไม่สู้เจ้าหน้าที่จับทุกข์ได้และเราก็ไล่ไปจนถึงเหตุอ๋อไอ้นี่เป็นเหตุพอผัดสับพอมากระทบเป็นผัสสะแบบใจหรือว่าเป็นสมุนไพรเป็นเหตุก่อให้เราเกิดอารมณ์ทุกข์ก่อให้เราเกิดตัวทุกข์อยู่แล้วอยู่แล้วจนเราสามารถดับจับ ตัวจิตตัวสมุทัยตัวเหตุได้ดับคือเปลี่ยนจิตหรือดับจิตนี้จนกระทั่งกลายเป็นนิวตรอนอย่างที่ว่าเมื่อวานนี้กลายเป็นตัวที่มีฤทธิ์มีแรงหมดการมีสภาพดูสภาพผลักหรือสภาพโลภะโทสะอย่างไม่หลงผิดอย่างไม่โมหะอย่างถูกตัวถูกตนภาษาพูดไปพูดมาก็ซ้ำแซะซ้ำไอ้ตรงที่ว่ามันไม่มีตัวมันไม่มีตนแต่ก็ใช้ภาษานี่แทนเข้าไปว่ามันถูกตัวถูกตนมันมีตัวมีตนมันก็ซ้ำเท่านั้นเองแต่ที่จริงมันไม่ใช่ตัวมันไม่ใช่ตนมันเป็นสภาพรูปจริงๆมันมีสภาพที่รู้ได้ยาก มันไม่ได้เป็นตัวเป็นตนที่อยู่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรเราสามารถพิสูจน์ได้มันไม่เที่ยงมันไม่ได้อยู่นิรันดรมันไม่ได้เป็นวิญญาณที่ยึดมั่นถือมั่นกันจนสลายตัวไม่ได้ไม่ใช่สลายได้ลดได้จางได้เล็กลงลึกจนกระทั่งมันแตกแตกละเอียดสลายไม่เหลือไม่มีไม่มีตัวสภาพอาการอย่างนั้นอีกไม่เป็นอารมณ์อย่างนั้นอีกในของเราเราพิสูจน์ได้ทุกคนเมื่อสลายตัวมันได้จนกระทั่งมันกลายเป็นสภาพศูนย์มันไม่มีอาการและอารมณ์เพราะเหตุปัจจัยนี้มาสัมผัสแตะต้องกับเราแล้วตั้งแต่ตอนมันมีน่ะมันมีจริงๆเราจะต้อง ของจริงว่ามันมีนะไม่ใช่ไปได้แต่เหตุผลของภาษาไม่มีตัวไม่มีตนวิญญาณนางอนัตตาวิญญาณนางอนิจจังวิญญาณังทุกขังวิญญาณังอนัตตามันไม่มีตัวไม่มีตัวเอาตัวแปรนั้นเลยที่จริงวิญญาณังอันทุกขังก็มีนะเพราะไอ้วิญญาณนี่แท้ๆเลยของเรามันถึงเป็นทุกข์อยู่ที่ตัววิญญาณเราก็ไม่เคยรู้เรื่องมันอันนี้จังมาลองดูซิมันไม่เที่ยงหรอกบางทีมันก็เป็นทุกข์มากๆบางทีมันก็เป็นหลงเป็นสุขบางทีมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์อ่ะมันเป็นอยู่ในอย่างนั้นน่ะเราไม่เคยจับพบพอมาจับพบแล้วอ๋อมันไม่ใช่เที่ยงแล้วมันจะเป็นสุขอยู่ทุกเมื่อก็เปล่ามันจะเป็นทุกข์อยู่ทุกเมื่อก็เปล่ามันจะไม่ทุกข์ไม่สุขอยู่ก็เปล่ามันก็วนเวียนหมุนอยู่อย่างนั้นเป็นอันนี้จำจับได้แล้วแม้จะประสบเหตุนี้บางครั้งบางคราวยังสุขไม่เท่ากัน สมมุติวันนี้เคยแม้บุหรี่วันนี้อร่อยจังเลยเป็นสุขมากๆบุหรี่มวนนี้ไม่ค่อยได้ลดเลยไม่ค่อยอร่อยสูบแล้วก็เซ็งๆก็ยังมีหรือเรากินข้าวกินของอร่อยที่เราเคยชอบหรือเราได้เสื้อผ้าตัวสวยที่มาใส่บางทีก็เป็นสูงบางทีก็ไม่เป็นสุขบางทีก็เฉยๆหมดความรู้สึกผูกพันหรือว่าปรุงแต่งมากแล้วก็เฉยๆมันก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละอารมณ์หรือจิตวิญญาณเราไม่เคยรู้อันนี้จังอย่างนี้ไม่เคยนึกว่าเป็นสุขแล้วก็บำบัดตัวเองไปได้กินได้สูบได้เสริมได้เสพได้สัมผัสอย่างนู้นอย่างนี้ก็เป็นสุขไปเป็นทุกข์เมื่อเวลามันไม่พอใจมันก็เป็นอันนี้จำอยู่ไม่รู้เรื่อง ไอ้ความไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้แหละเป็นทุกข์สอนความหมุนเวียนนี่ไม่แน่ไม่นอนอยู่อย่างนี้เป็นทุกข์เมื่อมันมีสุขมันก็มีทุกข์แล้วก็มันก็มีไม่สุขไม่ทุกข์ก็อาศัยไม่สุขไม่ทุกข์นั้นไปอยู่อย่างนั้นไม่รู้ตัวจนกระทั่งเราไปจับได้ว่ามันเป็นตัวสุขตัวทุกข์อยู่ที่นี่อยู่ที่สภาพจิตวิญญาณนี่มีเหตุปัจจัยมากระทบสัมผัสเกิดเหตุแท้เกิดสมุทัยแท้ว่านี่แหละเป็นเหตุถ้าเกิดไม่ได้สมใจในสิ่งที่เราอุปทานยึดถือหรือเราอยากได้อยากเป็นอยากมีมันก็ก่อให้เกิดทุกข์พอได้มาบำบัดได้ดั่งใจบ้างมันก็กลายเป็นสุขหรือว่าได้มาไม่ได้มาแล้วเราก็ไม่ยึดถือ แยกบางการและบางแคสระแก้วไปปล่อยวางเฉยๆมันก็เป็นอยู่ไม่เป็นได้อยู่เราก็ไม่รู้ตัวจนเราจับได้รู้ตัวเห็นมันเป็นทุกข์เห็นเหตุแห่งทุกข์ทำให้นิโรธทำให้จิตของเรานี่อย่าไปเพ่งอย่างนั้นอย่าไปยึดติดอย่างนั้นอย่าเป็นหลงว่าเป็นสุขเมื่อไม่รู้ว่ามันเป็นสุขมันจะเป็นจะมีตามความจำเป็นตามความเป็นจริงกระทบสัมผัสแล้วเราก็รู้ว่ามันกระทบสัมผัสมันเย็นก็เย็นมันร้อนก็ร้อนมันเคี้ยวก็เคี้ยวมันเหลืองก็เหลืองมันเหม็นก็เหม็นมันหอมก็หอมเป็นเรื่องธรรมดาพิจารณาแล้วก็ลดความยึดถือเหล่านี้ลงไปจิตก็คลายทุกข์ภัยทุกข์ทำได้ทนได้อยู่ร่วมได้ ไม่ได้หลงยึดถืออยู่แต่ในเชิง 1 จะต้องสัมผัสๆอยู่แต่ในอย่างหนึ่งพอสัมผัสๆสิ่งนี้จรมาเกี่ยวข้องสัมผัสกับเราก็ทุกข์จะเป็นจะตายไม่ใช่ทุกข์น้อยๆดิอย่าบางคนนี่แหมแรลลี่จนเกินไปหลงในสีในภาพต้องสะอาดอย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้เสร็จแล้วก็เปราะบางถ้าไปสัมผัสอย่างนี้ก็ว่าสกปรกทั้งๆที่มันก็เป็นธรรมชาติมันก็เป็นของธรรมดาแต่เราก็ยึดถือต้องรีบอย่างนี้ต้องรถอย่างนี้บางคนแม้แต่เห็นอาตมาเอาข้าวใส่บาตรทุกคนคนกันไปอ้วกแล้วยังไม่ทันไรเอาไม่ได้มีอะไรมากนะอย่าพูดถึงขนาดพา แค่ข้าวเอามาคลุกกันลงไปในบาตรเห็นข้าวคลุกด้วยบาทแค่นั้นไปอ้วกแล้วมันเกินไปและยึดถือเกินไปก็ทุกข์ทุกข์หนักแล้วนะไม่เห็นทุกข์เบาๆนะอ้วกน่ะทุกข์หนักแล้วทรมานใจทรมานจนไม่สบายใจไม่ได้อยู่ในบรรยากาศที่ธรรมดาปกติว่างๆเฉยๆธรรมดามันก็เป็นอย่างนั้นเขาไม่เขายึดถือสมมุติซ้อนสมมุติอะไรๆก็ไปสอนคนเขาก็เห็นสภาพปนป็นสภาพคลุกเคล้าเละๆอย่างนั้นเขาก็เห็นแต่เขาบอกว่าคนกินไม่ได้ถ้าเอาอย่างนี้มาคลุกกินแล้วก็อ้วก เบอร์ที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองก็กินแล้วก็กินกุ๊กๆอย่างนั้นน่ะกินเข้าไปไม่มีอะไรมากหรอกเขาทุกคำข้าวของเขาเนี่ยเขามาดูสิเหมือนกันนั่นแหละถ้ากับข้าวมื้อนี้เขาก็อ้วกเองอีกนะมันก็คลายกับข้าวของเขามาติดเคี้ยวแล้วออกมาดูเขาก็อ้วกเองอีกอย่างนี้เรียกว่าเราไม่เคยพิจารณาเราไม่เคยมาศึกษาเราไม่เคยมาทำจิตทำใจไม่เคยมาปฏิบัติธรรมไม่เข้าใจไม่รู้ว่าเราเองไปยึดอะไรเป็นทุกข์อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์อะไรเป็นนิโรธจนกระทั่งทำใจของเราเนี่ยให้มันดับให้ไม่ให้มันไม่กระทบเกิดการชอบการชังเกิดโลภะโทสะหรือว่าไปเกิดการผลักไสไม่พอใจหรือพอใจติดใจเกินไปไม่ต้องให้เกิดเลยเป็นเรื่องธรรมดา จะควรรับไว้ก็รับไว้ไม่ควรรับไว้จะวางไปจะไม่เกี่ยวไม่คล่องก็วางไปเลยใจของเราเป็นตัวรู้ละเอียดลออทั้งสิ้นและเป็นไปได้นะถ้าเราได้เรียนธรรมะโดยมันถึงตัวทุกข์ตัวสมุทัยตัวนิโรธอย่างนี้จริงๆโดยมีกรรมวิธีประพฤติปฏิบัติฟังไปเนี่ยเป็นความเข้าใจเป็นความเห็นแจ้งรู้ว่าอ๋ออย่างนี้เลยธรรมะทีนี้เราก็ไปอ่านตัวเองว่าเราติดอะไรนักเราต้องทุกข์ต้องสุขกับเรื่องอะไรเหตุที่นำมาสัมผัสเราหรือเราไปเกี่ยวข้องเป็นตัวที่มันไม่สมควรตัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ บางทีอาทิตย์นึงก็ไปนำมาทีนึงนี้ตัดทิ้งเลยไม่ต้องไปแล้วอาทิตย์นึงก็ไม่ต้องไป 2 อาทิตย์ก็ไม่ต้องไปเดือน 1 ปีตลอดชาติก็ไม่ต้องไปมันน่ะไปสัมผัสไปเกี่ยวข้องทำไมไปสัมผัสอย่างนั้นเป็นสุขเป็นทุกข์อะไรอยู่ก็ไม่เข้าเรื่องนี้เป็นต้นเรายกตัวอย่างอบายมุขจะต้องไปกินเหล้าแล้วเย็นๆแล้วก็ลมแดดร่มลมตกต้องไปกินเหล้าหรือแม่จะนานๆกินทีเดือนนึงจนถึงแล้วกินทีนึงจะได้กินทีนึงก็รู้สึกสนุกสนานไม่ต้องไอ้ความเพลิดเพลินหรือเป็นสุขแบบนั้นมันเรื่องมันเรื่องปลอมเรื่องมายาเริ่มไม่จริงอ่ะเสียเวลายิ่งนานๆทีนึงน้อยๆตัดง่ายๆและเป็นเรื่องหยาบเหตุปัจจัยหยาบๆต่ำๆเป็นอบายมุขตัดเลย เลิกให้ได้ดูแล้วก็ดูจนกระทั่งก็ไม่เกิดเป็นอารมณ์สุขตามที่เขาสมมติกันในสังคมไม่อ่ะเฉยๆจนกระทั่งรู้ความจริงแล้วก็จะรู้ว่าไอ้ลาวไม่ใช่รถอร่อยเหล้ากินแล้วก็ฝืนๆประปาแล้วมีฤทธิ์มีรถเป็นกรดเป็นอะไรด้วยเราจะรู้ความจริงว่าเธอกินเข้าไปได้แต่ก่อนนี้หลงกินได้กินดีแม้ที่สุดมันก็คนที่ไปติดเพชรอู้ยอร่อยเด็ดที่จริงกินแล้วแสบจะตายมันจะแสบไม่ใช่อร่อยเผ็ดแสบแต่ไม่รู้อย่างนี้เป็นต้นก็ร้ายก็ไปด้วยเหตุปัจจัยตั้งแต่ของไม่ดีจนกระทั่งของที่ว่าเออก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์เป็นอาหารบ้างเป็นของเครื่องใช้เป็นปัจจัย 4 หรือเป็นสิ่งที่ มอบตัวนอกตัวอะไรก็รู้ให้ชัดว่าอันไหนจำเป็นไม่จำเป็นตัดลงลดลงลดลงชีวิตเราก็จะเบาไม่สัมพันธ์ไม่ต้องไปลงสุขหลงทุกข์หมดสุขหมดทุกข์อุเบกขาหรือว่าอทุกขมสุขกลางๆจิตสัมผัสก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงไม่ได้ไม่หลงเป็นสุขเป็นทุกข์มีนิโรธแพ้ปฏิบัติประจำวันเลยมีสัมมาวายามะองค์ 8 พอเห็นถูกต้องแล้วเราก็มาตรวจของตัวเองเป็นศักยะของตัวเองสักการะหมายความว่าตัวการสภาพตัวการที่พาให้สุขให้ทุกข์นี่แหละแล้วเราก็มาตั้งใจเอ่ยตัวนี้เราจำไว้แล้วเราจะต้องสัมผัสเมื่อไหร่จะต้องรู้ตัวหรือสิ่งที่จะไปเกี่ยวโยงกับไอ้เนี่ยมันมีสภาพเกี่ยวโยงที่ภาษาของไอน์สไตน์ด้วยเวที หรือมันมาติดต่อเดี๋ยวนี้มันสัมพันธ์เดี๋ยวนี้อยู่เราก็รู้เป็น Continue Continuous เป็นตัวที่มันเกี่ยวข้องสืบโยงอยู่นี่เราเรียกว่าสันติมีไหมนี่มันสืบโยงต่ออยู่นี่ตัดตัดให้ขาดจะตัดตรงไหนจะตัดอย่างไรตัดตัดให้ขาดใบเขียวอย่าให้มันมาสัมผัสเราอย่าให้มันมาเกี่ยวเกาะหรือแม้มันสำคัญเราก็ตัดอารมณ์ไม่อารมณ์เกิดการดูดการผลักนี่เรียกว่าตัดในตอนแรกเราปรับนอกแม่มาเกี่ยวสัมพันธ์เพราะว่าเราทนไม่ได้ถ้ามันมาเกี่ยวมันต่อเหมือนต่อสายไฟฟ้าเข้าแล้วอาการเจ็บมันชอบมันพังเพราะใกล้หรือว่าพอสัมผัสเข้ามารู้ว่ามันมีมันก็ชักอดใจไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าจิตของเราอ่อนแอมากเพราะงั้นก็พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางก็อย่าเพิ่งไปให้มันใกล้อย่าให้พวกนั้นมันไปสัมผัสกันจนเรามีกำลังวังชาว่าถึงสัมผัสแล้วก็มีแรงในใจสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดอารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ได้ได้ทีเดียวถึงแม้จะมีก็มีได้อย่างที่เรียกว่าน้อยๆเบาๆบางๆซึ่งเรารู้เท่าทันแล้วเราก็จะลดจะรีบมันเบาลงได้อีกเหลือธุลีน้อยเท่าไรเท่าไรแล้วก็นิโรธแล้วก็ดับมันแม้ทุเรียนละอองแล้วก็ดับมันกลิ้งไปเลยเราได้หัดเรียนรู้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกันมีตัวประธานมีตัวกิริยามีตัวกรรมมีเลยมีประธานที่เรารู้ว่าเออไอ้นี่เป็นตัวประธานใหญ่ คือตัวต้นทางตัวผู้ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยแท้ใหญ่พอปะทะสัมผัสกันเข้าแล้วก็เกิดกิริยาจับกิริยาได้ทันทีทันใดเป็นปัจจุบันเป็น Continue เป็นทำเป็นปัจจุบันเลยทีเดียวเป็นคอนเทนเนอร์เห็นอยู่นี่มันเกี่ยวกันอยู่เลยทีเดียวไม่ใช่ Continuous หยาบๆ Continuous เกิดอยู่เลยทีเดียว Continuous Continuous เป็นสันติที่สืบโยงทีเดียวเป็นปัจจุบันนี้คำว่าหมายความว่าตัวนี้ทิฐิคือเห็นอยู่ไม่ใช่เข้าใจเท่านั้นเห็นในใจเป็นในใจมีในใจเห็นใจเอาจิตเอาปัญญาเข้ามาอ่านมาสัมผัสรู้ สัมผัสเดี๋ยวนี้ก็เกิดอยู่ที่เดียวเห็นตัวเกิดมันเกิดอยู่ทุกขณะจิตคำว่าเกิดคำนี้แล้วเราจะดับตัวเกิดมีหรืออารมณ์เกิดเป็นรสชาติด้วยเกิดเป็นทุกข์เป็นสุขซะด้วยเราจะลดอาการรถอาการรถอารมณ์ที่มันเป็นสุขเป็นทุกข์ให้มันมาเป็นอารมณ์อุเบกขาฐานมาเป็นอารมณ์ของอรรถทุกชนิดเป็นกลางๆและก็มีญาณทัศนะมีปัญญานะนิโรธของพระพุทธเจ้านิพพานพระพุทธเจ้าไม่ใช่ดับไม่รู้เรื่องเพราะงั้นก็อธิบายกันจนกลายเป็นนิโรธแบบดับจิตเลยไม่รู้เรื่องอะไรเลยกระทบสัมผัสแล้วก็เป็นไอ้เข้ไม่มีลิ้นเลยไม่รู้รถของอะไร เคก็ว่ามันกินดินกินหินกินอะไรเข้าไปมันไม่รู้เรื่องมันไม่มีเล่นมันไม่มีรถเขาว่างเขาก็เทียบไม่ใช่อย่างนั้นนิโรธของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ดับไม่รู้เรื่องดับกิเลสสนิทอย่างรู้รู้เพราะฉะนั้นสุดท้ายในที่นี้ถึงบอกว่าสิ่งที่ควรดับสนิทคืออะไรต้องแบ่งเกียรติจับเอาอันนั้นมาให้ชัดมันเป็นนามธรรมเป็นอรูปแล้วไม่ใช่ตัวตนแต่เราต้องฟังแล้วรู้แล้วตามเข้าไปเทียบเคียงก็ไปได้เลยขนาดนี้เราฟังธรรมไม่รู้เรื่องเนี่ยพอมันหมายถึงอะไรเรามีเหตุปัจจัยและเรามีอารมณ์อย่างนั้นนะเราคิดถูกตัวมันเลยขนาดนี้เราฟังธรรมแล้วเรารู้ App Stack นั้นเรารู้ตัวตนไอ้ที่มันไม่มีตัวตนนั่นแหละมันเป็นอัดรูปอันนั้นแหละเรารู้ได้เลยเดี๋ยวนี้เราฟังแล้วเราก็รู้จักได้เพราะหมายถึงอัน แล้วเราทำอันนี้ให้รถให้ดีมันเป็นรถขนาดนี้พูดว่าเป็นรถสุขรถชอบรถถังอย่างไรเข้าใจเลยจนไม่มีรถสุขรถทุกข์รถทุกข์นี่เราเรียกเวทนาเรามีภาษาธรรมะเขาเรียกว่าเวทนาจนมันมันต่างกันมันมีลิงพระอารมณ์ของสุขเวทนาเป็นอย่างนี้อารมณ์ของทุกข์เป็นอย่างนี้อารมณ์ของความไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอย่างนี้ต่างกันนะเวทนานี่ต่างกันเราก็รู้อารมณ์ของจิตนั่นแหละที่ภาษาเอาไปกำกับชื่อเรียกว่าเวทนามันเป็นอย่างนี้มันไม่สุขไม่ทุกข์มันเป็นอย่างนี้มันสุขกับทุกข์เป็นอย่างนี้มันสุขก็เป็นอย่างนี้ทุกข์อย่างนี้ไม่สุขไม่ทุกข์ไปนี้ต่างกันนะ 3 ชื่อนี่ใหญ่ๆในต่างกันแม้แต่ละเอียดลงไปว่า มันสุขมากกับสุขน้อยก็ต่างกันนะมีลิงพระจับรูปอาการพวกนี้ให้ได้จับรูปอาการตรงนี้ให้ได้มันไม่มีรูปร่างหรอกแต่มันมีรูปที่ถูกรู้ได้มันมีสิ่งที่ถูกรู้ได้สิ่งที่ถูกรู้นี่เราเรียกว่าลูกมันเป็นจิตวิญญาณมันเป็นนามธรรมมันเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งไม่รู้มันเป็นยังไงอยู่ที่ไหนมันอยู่ที่เราเนี่ยในจิตในใจเราเนี่ยก็ตามจับมันถูกตัวแล้วเราก็เปลี่ยนมันไปสู่สภาพอุเบกขาฐานหรืออทุกธรรมชาติให้เป็นอาการอารมณ์อย่างนี้ที่มีลิงข้ามีความต่างจากที่มันสุกหรือมันทุกข์ทำให้มันเป็นกลางอารมณ์ก็อุเบกขาฐานหรืออัดทุกข์เข้ามาสุขนี่แหละ เอาไปใช้ภาษาอีกภาษาหนึ่งที่พูดเมื่อวานนี้ว่ามันเป็นสภาพนิวตรอนและมีพลังงานเป็นสภาพนิวเคลียสที่จริงมันมีสภาพวนเวียนหรือว่ารู้อยู่วนอยู่มีตัวสภาพญาณทัศนะถ้ามันนิวตรอนแล้วมันก็ว่างมันนิโรธมันดับอาการดับอารมณ์ในชั่วระยะนั้นถ้าดับถาวรเลยเมื่อไหร่มาสัมผัสเมื่อแตะต้องก็ไม่เกิดสปาร์คไม่เกิดปฏิกิริยาไม่เกิดรถแบบโลกๆไม่ทุกข์ไม่สุขแล้วนั่นแสดงว่าเราทำได้ถาวรเรามีสติสัมปชัญญะหรือไม่มันกระทบมันก็ไม่เป็นอาการไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุขมันเป็นอัตโนมัติเลยแสดงว่าเราได้แท้ๆเราได้อย่างมั่นคงสถิตย์เสถียรถาวรได้อย่างดี ได้อย่างช่ำชองโดยตัวมันเองมันรู้ตัวมันปรับปรุงมันปรับเปลี่ยนหรือว่ามันไม่เปิดเกิดปฏิกิริยาแล้วเราจะเรียกภาษาอย่างไรก็ได้แล้วมันเป็นจริงนะมันไม่มีตัวตนไม่มีอัตตาแทนนี่คืออัตราที่เราหมายเป็นอักษรเป็นรสนิยมโลกโลกแต่ก่อนเราไม่รู้เราเป็นเดี๋ยวนี้มันไม่เป็นน่ะมันตายแล้วมันดับล่ะอย่าฟังให้ดีฟังให้ละเอียดก็อย่างนี้ฟังแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องไปศึกษาธรรมะไม่ได้ถ้าฟังรู้เรื่องแล้วก็ไปทำถูกต้องถูกต้องแล้วคุณก็ฝึกทุกวันเมื่อคุณมีความเห็นอย่างนี้แล้วคุณก็ไปฝึกปรือมีความพยายามที่จะให้รู้เราจะต้องดับอันนี้ของเราก่อนเหตุปัจจัยอันนี้เราทำอันนี้ตั้งเอาของเราไม่ต้องไปที่ไปตัด ปลาหมดใครจะรู้ทุกอย่างไม่ได้หรอกต้องทำให้ชำนาญให้ละเอียดละออให้เก่งไปด้วยจนกระทั่งสามารถรู้ได้มาได้กว้างขวางจนกระทั่งสิ่งนี้ไม่ต้องไปตั้งอะไรถ้ากระทบตาหูจมูกลิ้นกายแล้วเข้ามาที่เวทนาเลยจับเวทนาให้ได้มันเป็นสุขมันเป็นทุกข์แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอาทิตย์กับวันศุกร์มันสัมผัสแล้วมันก็มาเกิดการประชุมลูกขึ้นมาเลยประชุมตัวขึ้นมาเรียกว่ากายะมันไม่ใช่กายหยาบมันกายทิพย์แล้วก็ตามมารู้จับได้ทุกทีไปนี่เป็นเวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์สัญญาคือความรู้ของจิตที่เราไปกำหนดเป็นยานทัศนะเพราะมันเกิดญาณทัศนะนั้นเรียกว่าสัญญาที่สามารถเป็นปัญญามันรู้แล้วไม่เข้าใจแล้วอาการของเราเอง อารมณ์ของเราเองพยายามมีสติสัมปชัญญะมีแต่ความพยายามและมีทั้งสติคอยระมัดระวังตนสังวรทวารทั้ง 6 กระทบสัมผัสเมื่อไหร่แล้วก็จับรู้กายรู้เวทนารู้อารมณ์ของจิตหรือรู้จิตไปถึงเจ็บรู้เข้าใจความเป็นอยู่ธรรมารมณ์อารมณ์ที่ทรงอยู่ของตัวเราจนรู้จักจิตมั่นเป็นคนที่ไม่ห่างใจไม่เผลอใจรู้ใจเสมอกระทบไปเดินเหินยืนกินทำงานทำการเราก็จับทำอารมณ์จับอารมณ์ในจิตเราได้มันมาทางอยากนอกรู้ภายนอกรู้กายภายนอกวิ่งเข้ามาหากายภายในแล้วมาหลงมายึดมาปรับปรุงมาเป็นมาเป็นตัวเป็นตนเป็นอารมณ์โลกอะไรก็ที่จิตอารมณ์ของจิตธรรม ตอนนี้เราส่งไว้ซึ่งกิเลสเรามีกิเลสอย่างหยาบอย่างปรางอย่างละเอียดอะไรรู้มีวิธีการปลดปล่อยมันออกปรับปรุงมันทำไปอย่างนี้เราทำได้กับตัวเราเองเสมอทุกขณะไม่ว่ายืนเดินนั่งนอนไม่ว่าจับอยู่ในอิริยาบถไหนอย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นสติปัฏฐานหรืออานาปานสติลืมตาอานาปานสติอย่างยิ่งถ้าอาณาปานสติเบื้องต้นหรืออานาปานสติมูลฐานก็มานั่งจับลมหายใจใช้ลมหายใจเป็นกระสุนลมหายใจออกลมหายใจเข้าไปตัดสินแล้วก็นางพยายามอ่านจิตอ่านอารมณ์จิตอยู่ที่นี่ให้มันง่ายๆเป็นแบบขั้นมูลขั้นประถมขั้นต้นๆ ก็หัดทำจนกระทั่งสามารถจับจิตมันแล้วยืนเดินนั่งนอนแล้วก็จับจุดนี้ได้ก็เป็นอานาปานสติมีสติที่จะรู้ตัวรู้ตนตลอดทุกลมหายใจเข้าออกอาณาอาปานะเป็นลมหายใจเข้าลมหายใจออกความหมายของอานาปานนี้ก็ก็ขยับขึ้นไปสู่สภาพเป็นได้มากเวลาเป็นได้มากขณะเพราะฉะนั้นตลอดเวลาที่เรายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ยังไม่ตายดิ้นนี่เรามีสติรู้อย่างนี้เสมอจนมันเป็นตัวสติปัฏฐานเป็นผู้ที่มีฐานะแห่งการมีสติประจำตนตรวจรู้การสัมผัสภายนอกภายในและรู้จิตใจของเราเองเสมอว่าจิตของเราจะมีอัตโนมัติเร็วสามารถรู้ปุ๊บอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่เหมือนกับออกกับข้าวหรอกมันรู้ในตัวเสร็จเลยว่า แต่จิตของเรามีกิเลสหรือไม่มีกิเลสเราเข้าใจเวทนาเราเข้าใจกายเราเข้าใจจิตเราเข้าใจธรรมารมณ์เข้าใจธรรมารมณ์อย่างละเอียดเสมอเลยรู้ว่าอารมณ์ของจิตเป็นอย่างไรและเรารู้รูปนามของจิตของเราว่ามันมีกิเลสกิเลสเป็นอย่างนี้ตอนนี้ไม่มีกิเลสเป็นอย่างนี้เหตุปัจจัยจะมากระทบทางหูตาจมูกลิ้นกายอย่างไรลูกรู้อารมณ์เลยจับอารมณ์แม่นปฏิบัติได้เสมอเกิดอารมณ์มากอารมณ์น้อยก็รู้จนกระทั่งไม่มีอารมณ์โลกเลยไม่มีอารมณ์โลภะโทสะโมหะไม่ว่าจะอะไรจะมากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายแม้แต่ใจเองไม่มีอะไรกระทบต่างๆหูจมูกลิ้นกายแล้วใจเองก็ไม่ใช่มีผีหลอกมีเหลือเชื้ออยู่ไม่ใช่ข้างนอกกระทบและของหยาบข้างนอกไม่มีเหลือแต่จิตมันจะมีอารมณ์ที่จะต้องสู้จะต้องลดต้องละ กันเองอยู่ในจิตของเราข้างนอกไม่ออกมาเป็นบทบาทเลยเราก็รู้ตัวเราจะเรียนรู้ฐานะของบุคคลขั้นโสดาสกิทาอนาคาองค์ประกอบเหล่านี้เป็นเครื่องอธิบายตัวเราเป็นเรื่องของฐานะภูมิธรรมของเราเราก็จะรู้ว่าผมมาทำอนาคามีคือผู้ที่ทวารข้างนอกมีสัมผัสอะไรๆแล้วในโลกธรรมทั้งหลายในกามตาหูจมูกมาทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายมันก็ต้องสัมผัสและเราก็ไม่เป็นเหมือนอย่างชาวโลกแล้วไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนชาวโลกไม่ว่าอะไรทั้งนั้นเป็นเพราะอนาคตอยู่อย่างสบายๆเหลือแต่จิตที่ข้างในที่มันเป็นโอปปาติกะเป็นผีหลอกอยู่ข้างในผีหลอกก็คือตัวเรานี่แหละโอปปาติกะท่านเรียกอย่างในพระไตรปิฎกพระอนาคามีว่า ปฏิกะถ้าไม่ได้เรียกบุคคลธนาคารมีหรอกถ้าเรีย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive