200127-029 _พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน029-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ007.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นเช้าวันที่ 27 มกราคมพุทธศักราช 2520 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ด้วยนะโมพวกเราทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกสำหรับวันนี้ยังคงต่อพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ซึ่งอยู่ในระหว่างตอนส่งค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ก่อนตรัสรู้เอามาทำวัดกันต่อไปเราได้เริ่มต้นขึ้นมาถึงเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ซื้อที่ท่านพุทธทาสท่านใช้คำว่าทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ก่อนตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทนี่มันก็เป็นลูกโซ่มาเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่อันหนึ่งถึงจะต้องรู้ความจริงมีสภาวะธรรมมีความกว้างขวางในปัญญารู้สภาพธรรมสภาวะจิตแท้จริงมันที่มันมาเริ่มต้นด้วยชรามรณะแล้วก็ถึงจะไปหาชาติภพย้อนขึ้นไปทำหน้าที่อธิบายจะสังเกตได้ว่าเริ่มต้นถ้าเริ่มต้นที่ท้ายเริ่มต้นจากที่สุดท้ายชรามรณะและก็มาชาติแล้วก็พบ ปกติจะมาไล่ขึ้นมาเป็นอุปทานมีปัญหาเป็นอะไรต่ออะไรไปเราได้เน้นกันแล้วถ้าเราจะพูดปฏิจจสมุปบาทเป็นรูปประธรรมถ้าไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจแล้วคิดเอาแต่ว่าชราคือเนื้อหนังมังสาเหี่ยวมรณะคือสิ้นลมหายใจแล้วก็เอาไปฝังที่วัดหรือเอาไปเผาถ้าอย่างนี้แล้วเราก็เราก็จะเข้าใจสภาพเป็นวัตถุไปหมดเพราะเมื่อชรามรณะมีชรามรณะจึงมีค่าเพราะชาตินี้เองชรามรณะจึงได้มีชราม มีเพราะชาติเป็นปัจจัยเพราะชาตินำมาจึงมาเป็นชฎามรณะเพราะฉะนั้นการเกิดของชรามรณะได้ก็เพราะชาติเพราะเรามีตัวเนื้อหนังมังสาเราถ้าไม่มีการเกิดท่านก่อนแห่งนี้มีเนื้อหนังมังสาจึงเกิดชรามรณะพระผู้ใดจะดับชรามรณะถ้าเข้าใจว่าไอ้แห่งก่อนนี้เพราะมันมีชาติคือมีแท่งก่อนนี้มีการเกิดมาเป็นตัวตนบุคคลมันจึงต้องมีชรามีการแก่แล้วก็มีการตายถ้าแบบนี้การแก้ไขก็ไม่ยากก็ฆ่าตัวตายซะตัดคอทิ้งชราก็ไม่มีมรณะก็จบสิ้นถือว่าอาณาจักรเรือก็ได้ อากาศเป็นอย่างนั้นถ้าไปคิดเอาว่าชรามรณะเข้าใจตื้นๆได้แค่ว่าเนื้อหนังมังสาชาติก็เกิดมาจากท้องพ่อท้อง
อ่านต่อ
แม่เป็นแท่งเป็นก้อนเพราะการแก้เหตุดับสมุดไทยไม่มีชราไม่มีมรณะก็คือฆ่าตัวตายไม่เสียเพราะว่าถ้าพูดกันชรามรณะไม่รู้เรื่องอะไรนะต้องพูดก็ไม่รู้เรื่องการตายเท่านั้นนะเพราะมันจะต้องเป็นจะต้องเข้าใจให้ได้ว่าอะไรนะมรณะอะไรพวกนี้มันก็ติดต่อเขาไปหมดแต่จะเอาหมายความว่าการเกิดการแก่การตายด้วยลูกนั้นก็ถูกแล้วเข้าใจกว้างๆได้หากเข้าใจอย่างอยากฟังอย่างนั้นได้เหมือนกันแต่ถ้ากินแล้วจะยอมก็ไปแล้วเราต้องตีความ ธรรมาธิการคือความละเอียดของจิตชราก็คือความไม่เที่ยงความเสื่อมลงจะเสื่อมลงเป็นวัตถุธรรมหรือเป็นนามธรรมก็ตามและโดยเฉพาะเป็นปรมัตถ์เราถือเอาจิตเจตสิกนามธรรมมันขึ้นถึงขนาดนี้แล้วเราก็รู้ความเสื่อมรู้อนิจจังรู้สิ่งที่เราไปยึดภพชาติที่ได้อธิบายขึ้นไปถึงภพชาติอาณาเขตของจิตที่เป็นกำหนดหมายจากภพชาติเข้าไปอุปทานเรื่อยๆแต่ต้องไล่ขึ้นไปให้เห็นให้ได้ถ้าเราไปเข้าใจออกจากๆอยู่แล้วก็จะขึ้นไม่ถึงอาทิตย์ได้อธิบายไปแล้วเมื่อวานนี้ว่าขอบเขตของชรามรณะคืออะไร ตัวอย่างให้ฟังว่าความคิดอย่างนี้ความหมายเอาอย่างนี้ของเราไปหมายเอาไว้ยกตัวอย่างเนี่ยเราไปติดใจในสภาพอย่างนั้นสภาพอย่างนี้เราไปอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้อยู่นั่นน่ะเป็นเพราะเป็นขอบเขตของจิตแล้วเราก็ไปเกิดจะต้องไปเป็นไปมีจิตใจจะต้องไปเกิดให้ได้รสอย่างนั้นให้ได้รูปให้ได้อร่อยอย่างนั้นเวทนาอย่างนั้นให้มีสังขารไม่งั้นสัญญาอย่างนั้นสังขารอย่างนั้นและเป็นวิญญาณที่จะเกิดอย่างนั้นครบรอบเป็นวิญญาณใหญ่แล้วเราจะถือว่าเราส่งถ้าเราจะถือว่าเราสุขอย่างนี้เป็นต้นเราก็จะต้องรู้ความจริงว่าเราหมายเอาตรงไหนแค่ไหนได้ถ้าไม่เช่นนั้นและปฏิจจสมุปบาทไม่ไปไหน แล้วเขาอธิบายกันแต่ปฏิจจสมุปบาทอธิบายกันอยู่แต่ว่าเพราะไม่เห็นตั้งแต่ภาษาเป็นอวิชชาที่มีสังขารจึงมีอะไรต่อไปจึงเกิดชรามรณะแล้วเขาก็ไม่รู้ความชราความมรณะที่มันเป็นอยู่พระพุทธเจ้าจะหมดชาติหมดเชื้อรามรณะได้จะต้องไม่มีจิตเกิดไม่มีภพจะอธิบายไปไว้แล้วเมื่อวานนี้ไม่มีการไปหมั้นหมายไว้ว่าเราจะต้องมีดังนี้เราจะต้องได้อย่างนี้และจะต้องไม่มีอุปทานต่อไปอีกเพราะภพนี่เองมีอยู่ชาติจึงได้มีชาติมีเพราะพบเป็นปัจจัยพอเราไปกำหนดขอบเขตดินแดงอาณาจักรเวลาเราจะต้องได้รสอร่อยจัดเท่านี้ประมาณอย่างได้รสพริกเม็ดนึง เราได้ถึงขนาดนี้เราจะอร่อยแล้วเราถึงจะเป็นชาติแล้วก็จะต้องไปให้มันชาติไปให้มันเกิดรสอร่อยอันนั้นเพราะเกิดรถอร่อยนั้นแล้วเสร็จแล้วมันก็ไม่เที่ยงรสอร่อยนะจะอยู่คงอยู่อย่างนั้นตลอดไปก็ไม่อย่างที่ว่าแหละเมื่อวานนี้มันก็ได้อันนั้นแล้วก็จะต้องเสื่อมคลายความยึดถืออันนั้นก็ไม่มีที่จริงมันไม่มีแต่เราไม่รู้ว่ามันไม่มีแต่เราไม่รู้ว่าเราปล่อยวางเราก็เลยไปยึดมั่นยึดหมายจะต้องเอาไอ้นี่ได้ขนาดนี้พอได้แล้วต่อไปก็จะจัดการขึ้นรถเก่าส่วนการชินชาแล้วก็เกิดไม่อร่อยแล้วก็ต้องให้จัดกระเป๋าหรือให้พลิกแพลงไปอีกพลิกต้องเพิ่มเป็น 2 เม็ดอะไรอย่างเงี้ยคลิกต้องเปิดไป 3 เม็ดเสร็จจากขึ้นไปอีกแล้วไม่มีที่จบ แล้วจะอธิบายแล้วไม่มีที่จบจะหนักหนาเหน็ดเหนื่อยมากยิ่งขึ้นกว้างยิ่งขึ้นเป็นภาระยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆนั่นเป็นทางโลกพระธรรมเราไม่กำหนดภพให้มันใหญ่ขึ้นไปอีกมันมีที่จบอย่างนั้นไม่เอาบอกแล้วว่าแม้แต่เราอยากจะมีที่อยู่มีที่เป็นมีที่ไปมีที่ใหญ่ที่กว้างไปจนถึงนอกภพนอกดินแดนนอกพระอังคารไปถึงพระอาทิตย์ไปถึงนอกจักรวาลไหนๆไปอีกมันไม่มีที่สิ้นสุดบอกแล้วไม่มีที่สิ้นสุดแล้วก็อำนาจของจิตมาเจอขยายจิตแผ่กว้างออกไปอย่างนั้นเองแต่ถ้าเรารู้ว่าอะไรพอเหมาะพอสมควรมีชีวิตสังเคราะห์กันอยู่เป็นฝ่ายผลดีลดน้อยลงมาจนกระทั่งว่าเราไม่ต้องไปมีความต้องการอะไร เป็นแต่เพียงว่าได้สาระที่แท้มาสังเคราะห์กันเลยเป็นมันจะไปหลงว่าสุขไม่ใช่ไปหลงว่าทุกข์เขาเวทนาไม่มีสุขก็ไม่มีทุกข์ก็เวทนาถึงเรียกว่าอะทุกคำว่าสุขขเวทนาหรือจิตใจเฉยๆว่างๆเป็นความรู้สึกรู้เวทนานี้จึงเป็นการรับรู้เป็นเวทนาที่เต็มเป็นสัญญาสัญญาเรียกว่าเวทนาเต็มเวทนาที่ไม่ปรุงไปเป็นสุขปรุงมันเป็นทุกข์เวทนาเฉยๆกลางๆว่างๆเป็นภาพรู้เวทนาคือความรับรู้คือความรู้สึกตามความเป็นจริงเมื่อสัญญากำหนดหมายก็สัญญาเวที 23 ให้สัญญาให้กำหนดหมายลงไปนี่เป็นแดงเป็นเท้าเป็นเชื้อเป็นสุขเป็นต่ำเป็นอะไรต่อไปเฉยๆแต่ไม่เทียบเคียงมาใส่คลิปตนว่าถ้าเรา [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] ไม่ได้เกี่ยวว่าจะต้องเอาแขนเกี่ยวแขนเป็นวัตถุเลยตามมาสัมผัสตาไม่เห็นนี่ก็เกี่ยวแล้วหูได้ยินเสียงล่องลอยมาเป็นวิทยุแล้วก็เกี่ยวแล้วฟังเสียงจากวิทยุแล้วก็เกี่ยวเสียงนั้นแล้วลอยมาตั้งหลายเกี่ยวเสียงที่เกิดขึ้นลอยมาจากโน่นน่ะเกี่ยวแล้วสัมผัสแล้วมันเกิดการเกี่ยวข้องกันขึ้นมันเกิดการเกี่ยวกันขึ้นมาเมื่อเกิดการสัมพันธ์กันมามันแตกมันขึ้นมาเกิดการรับรับรู้มันขึ้นมามันจึงมีเวทนาเพราะฉะนั้นถ้าไม่รับรู้ซะเลยแบบฤาษีดับหูดับตาดับจมูกตัดลิ้นดับกลิ่นดับกายสัมผัสและ ดับหมดเลยไม่เกี่ยวพันไม่เกิดผัสสะไม่เกิดผัสสะหูก็ไม่รับสัมผัสอะไรไม่เกี่ยวกับอะไรไม่ได้ยินอะไรทำเป็นหูหนวกตาก็หลับปุ๋ยจมูกก็ไม่ได้กลิ่นลิ้นก็ไม่ได้ลดกายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งไม่รู้เรื่องนั่งแข็งคือแล้วก็ดับจิตไปซะด้วยเลยลองดับจิตอย่างนั้นดูฤาษีก็บอกว่าเนี่ยต้องดับเพราะผัสสะมันจึงเกิดเวทนาเพราะเวทนามันจะเกิดปัญหาเพราะสนามนี้เกิดอุปาทานเพราะอุปาทานจึงเกิดเพราะเพราะเกิดภพนี้เกิดชาติเพราะเกิดชาติจึงมีชรามรณะถ้าชรามรณะยังมีอยู่ต่อไปฐานของอันนั้นก็ส่งกลับปริเทวะยึดมั่นถือมั่นไปเขากลับไปเทวะทุกข์โทมนัสทุกฝ่ายญาติขาดเสียมิได้ ผมมีแน่นอนต้องมีอย่างนั้นแน่นอนเพราะงั้นเราก็เขาก็เข้าใจว่ามันก็ตับด้วยสิการเข้าใจว่าดับผัสสะของเขานี่คือเขาจะไม่ให้เกี่ยวข้องเลยเขาจะไม่รับรู้เลยไม่รับรู้เลยไม่มีเวทนาไม่มีผัสสะเขาจึงเอาคนมานั่งทำตัวแข็งไม่รับรู้กูบอกตาหนูทั้งนั้นวิธีบรรลุก็ไม่ยากอะไรมันถึงว่าทะลวงหูตาจะให้ได้ยินอาก็มาทะลวงตาจะให้บอดไอ้ประสาทตรงไหนในจมูกมันได้รับกลิ่นก็ตัดกลิ่นตัดประสาทเสียลิ้นตรงไหนประสาทมันรับรถกี่ล่องกี่ช่องก็ตัดรถซะ สายสัมผัสรับรู้ตรงไหนตัดประสาทเสียที่กายสัมผัสทั่วร่างกายเป็นคนชาด้านไปทั้งหมดไปเย็นไม่ร้อนไม่อ่อนไม่แข็งอะไรแล้วสุดท้ายดับจิตเสียใจให้รับรู้อะไรเลยคุณดับจิตก็ขาดจิตไปคนไม่รู้คนเลยมันก็เป็นแท่งหินแท่นกรองอะไรไปเฉยๆถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับมนุษย์แม่ก็ว่าเราจะต้องทำให้ได้อย่างนี้ไปนั่งหลับตาแล้วทำไม่ได้อย่างนี้นั่นแหละจะถึงนิพพานดับเวทนาดับสัญญาสังขารวิญญาณแบบนี้ในความดีๆนะง่ายทำอย่างนี้นะไม่ยากอะไรหรอกหัดฝึกฝึกจริงๆเพลงเพี้ยนก็ยังอุตส่าห์หาวิริยะทำพิธีแต่มันก็ไม่ง่ายนักหรอกแต่ว่าทำได้ไม่ยาก ไม่ยากเท่ากับที่เราทำอย่างทุกวันนี้ถ้าไม่รู้ทางไม่ยากมันยากมันมันง่ายกว่าทีนี้ถ้ารู้ทางจริงๆแล้วอย่างที่เราทำทุกวันนี้เป็นศาสนาพุทธที่แท้นี้กลับง่ายกว่าไปนั่งหลับตาแล้วพวกเราในบางคนตัดกิเลสตัดเรียกว่าตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวอันนี้ก็คือใจเราไม่เกี่ยวเรารับรู้ในหูเสียอย่างนี้เราก็เข้าใจด้วยปัญญาแล้วเอออันนี้ไม่เกี่ยวเราไม่ต้องไปกำหนดหมายด้วยว่าเราจะต้องเอาต้องเป็นต้องมีเป็นภพเป็นอุปทานไว้เราไม่ต้องไปเข้าใจอย่างปัญญาเลยว่ามันไม่ใช่สุขใจทุกข์อะไรได้ยินเสียงอย่างนี้ได้รูปอย่างนี้ใน สุขทุกข์ไม่ใช่เราเข้าใจด้วยปัญญาเลยเราไม่มีเวทนาว่าเป็นสุขเป็นทุกข์เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องไปยึดไว้แล้วใจมันไม่ยึดจริงๆมันไม่อุปทานไม่ฉวยเอาอย่างนี้อย่างนี้จริงๆเหมือนคนอื่นคุณเดี๋ยวนี้คุณบอกว่าไปเล่นไพ่สุกไปกินเหล้าสุขก็ไม่ได้ยึดเอาไว้เลยคุณจะเห็นเหล้าเฉยๆคุณจะผัสสะเหล้ามันก็ไม่เกี่ยวนี่คุณจะสัมผัสกับเหล้าเห็นด้วยตาเอามาแตะที่ลิ้นด้วยซ้ำไปคือมันแตะที่ลิ้นคุณก็อย่างนั้นอย่างนั้นเป็นรถจริงตามอย่างนั้นแหละแล้วไปสุขเราไม่ทุกข์อะไรมันอาจจะปรับปลาด้วยซ้ำไปมันอาจจะมีปฏิกิริยาอะไรเป็นซ้ำไปสุขอะไรมันก็ไม่ทุกข์อะไรถ้าจำเป็นจะต้องแตกถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องเป็นยาเราก็ต้องกินถ้าว่า เป็นยาแล้วก็ไปกินมันทำไมเรากินสะเดาเป็นยาที่จะกินเข้าไปแล้วกับสังเคราะห์ร่างกายไว้สะเดาก็กินถ้าเป็นยาหรือเป็นอาหารแล้วเรียกภาษาไทยว่ายาก็นั่นแหละก็คืออาหารก็คือยาที่จะปรุงรักษาคันนี้ไว้แล้วก็เอาใส่เข้าไปใจเราไม่ได้ทักไม่ได้ช้ำจึงเรียกว่าเราไม่เกี่ยวเพราะฉะนั้นแม้เราจะผัสสะด้วยตาด้วยหูจมูกลิ้นกายใจลืมตาปลอมๆไม่ใช่ไปทะลวงหูบอดตาหน่วงๆไม่มีประสาทรับลิ้นขาดตายไม่สัมผัสไม่ใช่มีตาดีจมูกดีหูดีกายดีสัมผัสดีทุกอย่างมีสัมผัสทุกอย่างเพราะฉะนั้นเพราะผัสสะที่เป็นวิชาตอนนี้ชักไล่ขึ้นมาหา ช้าแท้ๆเลยต้องใช้ปัญญาประกอบกันไม่ใช่ปัญญาประกอบเหรอแล้วปัญญาประกอบพระเวทนาเพราะเราไร้ปัญญาเราโง่ไปสมมุติว่าทุกข์นั้นเองแล้วก็ประยุทธ์จะเอาสุขไม่เอาทุกข์ซึ่งเป็นไปไม่ได้นั้นเองเราจึงอยากสุขไม่อยากทุกข์เป็นปัญหาเป็นอุปทานกำหนดไว้งั้นพอมาถึงนี่แล้วเราจะต้องรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ได้แล้วเพราะมีผัสสะที่เราแปรปรวนวิปลาสนั่นเองจึงมีเวทนาว่าสุขวัตถุอย่างนี้ก็ภาษาอย่างนี้สิถ้าอย่างนี้ก็รู้ตามเป็นจริงๆมีรถเอ่อร้อนมีหอมสมุดบอก อย่างนี้เป็นอย่างนี้เหม็นถ้าเราวางใจซะแล้วมันก็ไม่มีอะไรกลิ่นอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรถ้าเราจำเป็นจะต้องอยู่ยังรักเขาสวมบอกว่าส้วมมันเหม็นแล้วก็วางกลิ่นนะจ๊ะแล้วก็นั่งทำงานแล้วก็จะส้วมจะถ่ายก็ถ่ายแล้วก็ไม่ทุกข์อะไรแต่ถ้าเราไปยึดมากเหม็นจังๆถูกแม้แต่จะทำงานนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องขายก็จะต้องถ่ายรวมอยู่ด้วยกันทำไมตอนถ่ายทุกพระกลิ่นเพราะไปถือเอ้ากลิ่นมันก็มีอย่างนั้นถ้าทำไม่ดีกลิ่นมันก็ออกมาได้เรามีปัญญาที่จะทำให้สะอาดสะอ้านให้กลิ่นมันหายช่วยกันขัดช่วยกันถูมันก็ไม่มีแล้วมันก็ดีด้วยเราทำก็ไม่มีก็ไม่เป็นไรแต่ถ้ามีเราวางได้ก็ไม่เป็น เพราะฉะนั้นเราจะไม่ทุกข์เมื่อเราไปเจอไอ้ที่เขาทำให้สะอาดเขาสกปรกเราก็ไม่ถูกแต่ยืนก็สะอาดด้วยก็สบายทุกคนที่เป็นปัญหาเพราะฉะนั้นเราจะไม่ทุกข์ถ้าสภาพที่มันร้ายเราจะไม่ทุกข์ทั้งสภาพที่มันไม่ร้ายเราเจอแดดร้อนเราก็ไม่ทุกข์เพราะเรารู้ความจริงเราไม่ยึดถือเอาแต่เราจะทำงานเราจะทำหน้าที่เหมือนอย่างเราเข้าห้องถ่ายช่วงนี้เราจำเป็นจะต้องเข้าถ่ายเพราะเราไปเจอเอากลิ่นเหม็นไม่สะอาดแล้วก็ไม่ทุกข์เราจำเป็นจะต้องเดินอันนี้จะต้องไปแล้วผ่านแดดก็ไปไม่ถูกไม้ที่สุดเราไม่ใส่รองเท้าแล้วเดินกับหินกันดินอย่างนี้จนเราวางใจของเราได้เราก็ไม่ถูกแต่ถ้าเรายึดถืออยู่เคยได้ เท้ามีอะไรรองท้องก็ต้องสัมผัสเจ็บนิดก็ไม่ได้น้อยก็ไม่ได้เป็นสุขทรมานและชาติผู้ดีตีนแดงกระเทือนอย่างนี้ทรมานมันไม่เห็นทรมานอะไรมันเวลาเราชินชาเวลาเราปล่อยวางแล้วมันก็ไม่ทุกข์อะไรแล้วก็เดินได้แล้วเราก็รู้การจัดระเบียบจัดพิธีการเดินจากความเป็นไปของเราสบายแล้วก็ไม่ทุกข์อะไรเป็นได้อย่างนี้เป็นต้นจะเห็นได้ว่าเราฝึกเพียงเราวางใจเราปล่อยแล้วแม้ผัสสะก็ผัสสะแต่เราไม่เกี่ยวแล้วเหยียบหินเหยียบตายถ้าคนไม่เคยวางไม่เคยปล่อยไม่เคยมาถอดรองเท้าเดินที่ตรงนี้ที่นี่เขาทุกข์กว่าจะถึงปากก็ไม่อยากเดินสายแต่เราเดินได้ทุกวันเราจะเดินเมื่อไหร่ก็ได้ถ้าเป็นประโยชน์ มีอะไรที่จะต้องเดินก็ไม่เห็นเป็นไรแล้วก็เดินเข้าไปก็มาแม้แต่เดินในถนนที่มันมีแดดเผายางมะตอยร้อนๆบางทีเรามีจุดบรรยายเรามีธุระมีงานการแล้วก็ไปกระแสที่จะต้องไม่เป็นภาระและเราก็อยู่โดยปกติโดยธรรมดาเราก็อยู่ในส่วนที่มันก็เป็นไปอย่างนี้แหละแม้จะเดินขวางเดินตามอะไรเราก็ไม่ทุกข์เพราะเรารู้เท่าทันในความเป็นจริงเราไม่ไปเอาใจของเราไปเป็นเรื่องยุ่งๆเกี่ยวพันยึดถืออะไรมากมายรับรู้รับรู้เท่าทันปักษาอย่างนี้เพราะว่านี่เองแหละมีอยู่แต่ทนายจึงมีได้ถึงได้มีเวทนามีพระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยเพราะฉะนั้นเมื่อไปเกี่ยวเป็นของเข้าใจดีนะภาษาตรงนี้ อธิบายเป็นซ้อนแล้วนะเราสัมผัสเราเกี่ยวข้องแต่จิตของเราไม่เกี่ยวข้องฟังให้ดีมันซ้อนแล้วเราเกี่ยวได้เราสัมผัสเราสัมผัสเรามีส่วนเกี่ยวข้องได้แต่จิตของเราไม่เกี่ยวจิตของเราปล่อยได้วางได้มันจึงจะถึงพ้นเพราะฉะนั้นถ้าเราจะเอาบอกว่าสัมผัสต้องไม่ให้สัมผัสเลยแล้วก็ไปนั่งหลับตาแบบฤาษีปฏิจจสมุปบาทอันนี้ใช้ไม่ได้เพราะจะพ้นทุกข์ก็คือต้องเป็นนั่งหลับหูหลับตาหลับจมูกลิ้นกายดับจิตอย่างนั้นนิพพานแบบนั้นไม่ใช่นิพพานปกติแต่นี่ผ่านของคนตายเป็นที่พาของคนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ไม่มีประโยชน์อะไรกับใครคนสำคัญอะไรก็ไม่ได้แบบนี้ใครพูดเข้าหู ชอบไม่ชอบง่ายไปถ้าเห็นด้วยตาแบบนี้แบบนี้ไม่เหมือนที่เราคิดมีอุปทานในใจก็ไม่ชอบไปมันก็ทุกข์ก็สุขอยู่นั่นแหละหรือมันก็โรงพักโทรศัพท์อยู่นั่นแหละมันจะไปจบได้ยังไงเราฟังดูดีๆเพราะการสัมผัสสัมผัสของศาสนาพุทธผ่อนสระนี้ผัสสะด้วยกายผัสสะด้วยวจีผัสสะได้รูปลบเป็นเสียงสัมผัสทางกายแม้ใจเรารับรู้ด้วยใจก็ไม่มีการเกี่ยวเพราะรู้รับรู้แล้วก็ว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ เรียกว่าผัสสะที่ไม่มีผัสสะหรือผัสสะสัมผัสแล้วกระทบแล้วเกี่ยวแล้วแล้วก็ปล่อยเพราะฉลาดนะนี่เองมีอยู่ผัสสะจึงได้มีทักษะมีเพราะศรายุทธเป็นปัจจัยอันตรายอันตรายเพราะเรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นทวารสุขทวารนี้แหละเราจึงเกิดผัสสะ เราไม่มีทวารทั้ง 6 นี่ซะเรายังไม่มีผัสสะเราก็จริงเพราะงั้นก็วิธีก็อย่างเก่าก็จะยากอะไรก็ลวงตาทิ้งทะลวงหูทิ้งทะลวงจมูกลิ้นกายทะลวงหัวใจทุบหัวใจทิ้งซะเลยหมดทวารทั้ง 6 สบายแล้วนี่นิพพานธันวาคมยิ้มเลยก็หมดก็จะง่ายจะตายไปวิธีขี้เกย์อย่างเงี้ยจะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรมันเป็นไปไม่ได้เราไปนั่งหลับนั่งปิดยังไงมันก็ไม่เป็นไปไม่ได้มันมีเป็นของธรรมดาเพราะงั้นเราจะเข้าใจสลายนะเพราะสลายสมณะศักดิ์ ตาหูจมูกลิ้นกายมีจึงต้องมีการกระทบรู้กระทบเห็นกระทบได้ยินได้ยินในรถใจคิดหรือใจรับรู้มีมันมีที่นี่มีแล้วเราจะต้องรู้อายตนะนั้นทั้ง 6 รู้เท่าทันอายตนะว่าอายตนะนี่หมายถึงจิตนะอายตนะนี่หมายถึงจิตเพราะงั้นแม้แต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็เข้าไปติดนั่นแหละไปรับรู้แล้วเราหลงยึดรูปเราเปลี่ยนเสียงสัมผัสแม้กระทั่งสัมผัสในใจหรือเกิดลูกเกิดสภาพรู้ในใจแล้วเราไปยึดเป็นภพเป็นชาติเป็นอุปทานเป็นปัญหาเป็นเวทนาเป็นจะต้องเกี่ยวต้องเป็นต้องมีอยู่นั่นแหละเราจึงเกิดอันตรายเจตนาอันนี้จึงไม่ได้หมายความว่ามันเพราะมันมีทวาร เราจึงต้องทุกข์ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้เท่าทันสมัยเพราะเราไม่รู้เท่าทันมันว่ามันจะรู้ด้วยหูด้วยตาก็รู้สิอย่างนี้รูปร่างนี้แต่เราเองเราไม่มีอุปทานเราไม่มีปัญหาเราไม่มีเวทนาเราไม่มีการเกี่ยวพันผัสสะเรากระทบสัมผัสได้ฟังให้ดีนะจ๊ะละเอียดขึ้นมาแล้วนะกระทบสัมผัสเราไม่เกี่ยวเราไม่ยึดแล้วไม่ติดรับรู้ได้กับเขาแล้วก็วางเราจะรู้เมื่ออธิบายให้ฟังได้เคยอธิบายอายตนะจนลึกซึ้งไปจนกระทั่งว่ามันเป็นจิตที่มันรู้ในประโยคอายตนะแม้น้อยแม่นิดก็รู้ละเอียดเพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจว่าทำไมมันเป็นประโยชน์เรามีสิ เรามีสราญก็ได้แต่เราไม่ยึดถือว่าไอ้พวกนี้จะต้องเป็นรูปรถเป็นเสียงสัมผัสที่เราจะต้องต้องใจจะต้องผลักไสจะต้องโลภะต้องโทรศัพท์รูปแล้วก็ไม่รูปไหนก็เรารู้ได้โดยไม่ต้องโลภะไม่ต้องโทรศัพท์เสียงไหนเราก็ฟังได้โดยไม่ต้องเป็นโลภะโทสะจมูกได้กลิ่นกลิ่นไหนแล้วก็ได้กลิ่นได้โดยไม่ต้องเป็นลมพัดโทรศัพท์ไม่ต้องชอบต้องทำลิ้นเราได้รถไหนรถไหนก็ได้เราไม่ต้องรอเพราะโทรศัพท์มันต้องชอบไม่ต้องสั่งตายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็รู้จริงก็มันไม่ต้องกลัวเพราะโทรศัพท์ไม่ต้องคำนี้ไม่ใช่ปากว่าเราเกรงใจเราวางทำไมไม่เข้าใจจริงไม่ได้แล้วเราก็จะปรับเปลี่ยนตัวเราเองว่าเราจะอยู่กับมันได้อย่างดียังไงเป็นประโยชน์ยังไงจึงเรียกว่า แม้ประโยชน์น้อยนิดเราก็ต้องรู้ได้ประโยชน์มากๆก็ยิ่งดีสิเป็นอายตนะเป็นสัปปายะเป็นตายอย่างประโยชน์ลงสัปปายะประกอบไปด้วยประโยชน์อย่างลงไปเรื่อยๆก็ยิ่งดีสิถ้าเราจะทำให้ประโยชน์นั้นเกิดก็ยิ่งดีเพราะว่าเราจะต้องกระทำให้เกิดสปายะเบอร์เรารู้ในอาญาต่างๆประโยชน์ต่างๆพื้นโลกที่ควรกำไรตัวเราเองกำไรสะสมมาด้วยยึดมั่นถือมั่นในตัวเป็นการขาดทุนเพราะเราไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตัวเป็นของเป็นในตัวเราทำประโยชน์ให้เกิดไปก็เป็นอายะห์เฮ้ยตาหูจมูกลิ้นกายของเรามีอยู่เต็มตกลงเมื่อ ใจชัดเจนหรือสฬายตนะอันนี้แล้วก็มันมีอยู่แต่มันไม่มีฟังให้ดีนะเนี่ยอธิบายตัวจบไปด้วยทีนี้ถ้าอธิบายแต่เพียงทวนเท่านั้นเองแต่เพียงไอ้นี่เท่านั้นเองต่อไปไม่มีคำว่าไม่มีอันหลังแต่นี่ผมอธิบายเพราะเราอธิบายกันมามากแล้วตอนหลังถ้าจะบอกว่าเพราะอันนี้ไม่มีอันนี้ที่ไม่มีไม่มีหมายความว่าอะไรเดี๋ยวผมเข้าใจอธิบาย เราไม่ได้ยึดไปก็ไม่ได้ไปสมมุติเอาไว้เราไม่ต้องไปตั้งเอาไว้ว่าจะต้องได้อย่างนี้ลูกก็ยังมีรถอย่างนี้เป็นอย่างนี้สัมผัสอย่างนี้ยังไงก็ตามก็ไม่เป็นไปตามควรเท่านั้นเองนี่เรียกว่าสลายธรรมะเพราะสลายเจตนานี่เองมีอยู่ผัสสะจึงได้มีผัสสะมีเพราะศรายุทธปัจจัยพระนามรูปนี่เองมีอยู่เสมอจึงได้มีสฬายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัยเพราะต่างหูจมูกลิ้นกายใจของเรามันมีนี่เองมันจึงเกิดอะไรอันนึงขึ้นมาเราดีกว่าน้ำดูมันเกิดเป็นอะไรอันนึงขึ้นมาเรียกว่าน้ำลูกพ่อตากระทบ อะไรขึ้นมาปุ๊บเราก็บอกว่าเอออันนี้เป็นรูปที่กำหนดรู้รู้ยังไม่พอยังเกิดนามก็ไปชอบไปชังก็ไปเกิดเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์อีกจึงมีนามมาทำมีอาการของจิตรับรู้สึกสุขรับรู้สึกทุกข์จึงเรียกว่าเวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์แต่ถ้าเราอุเบกขาเราไม่สุขไม่ทุกข์รับรู้อ่ะน้ำมาทำของเรารับรู้เป็นอุเบกขาเวทนาเอาเราก็สบายแล้วเป็นกิจการแล้วเราก็รู้ตัวเราเองด้วยว่าเราทำให้จิตของเราวางเฉยและเราก็กำหนดรู้อันนั้นชัดเจนตามโลกทุกอย่างตามสมมติทุกอย่างน้ำรูปนี้ก็เป็นนามรูปที่มีรูปนั้นถูกรู้นามธรรมคือจิตของเราก็เป็นอุเบกขาเวทนาไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้วก็พ้นทุกข์พ้นทุกข์แล้ว ผัสสะแล้วก็เป็นผัสสะสักแต่ว่าเกี่ยวแต่เราไม่เกี่ยวไม่ผูกไม่พันสลาตันธาตุอะไรเป็นประโยชน์เราก็ทำประโยชน์นั้นอย่างที่ว่าแล้วนำรูปนั้นมีแต่นามรูปนั้นเป็นประโยชน์น้ำลูกนั้นไม่ใช่ของของเรานามรูปก็ไม่หยั่งลงที่วิญญาณของเรานามันจะรู้ปัญจะอะเสสังกัปปะรุจินามรูปนั้นไม่เหลือถูกกั้นไปแล้วอุปสรรคจะติดแปลว่าถูกปิดถูกกันถูกถูกทำลายลงอุปสรรคถูกทำลายลงและนามรูปนั้นถูกทำลายลงไม่เหลืออย่างนี้แหละอักเสบไม่เหลือถูกทำลายลงถูกกั้นถูกปิดอย่างนี้เองเรียกว่านามรูป ถูกทำลายแต่ก็มีนามรูปมีสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารู้มีนามมีวิญญาณนางอนุมัติตังวิญญาณที่รู้สิ่งนี้แต่เป็นวิญญาณที่สายวิญญาณที่ไม่มีอวิชชาวิญญาณที่ไม่มีกิเลสอันนี้ก็ตอบเพราะวิญญาณนี่เองมีอยู่นามรูปจึงได้มีนามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยพระวิญญาณอันนี้จึงเป็นวิญญาณผีหรือวิญญาณพระน่ะเพราะมีวิญญาณนี่เองแล้วมันก็ต้องมีวิญญาณเพราะวิญญาณคือตัวธาตุรู้เป็นขันธ์คันนึงมาดูแน่ๆเพราะมันรู้ตามจริงรู้ตามถูกต้องตามความเป็นจริงที่เราพยายามพูดเป็นยถาภูตะ วิญญาณหรือภูฏานอันเดียวกันเป็นทาสรู้ยถาก็เป็นไปตามอย่างนั้นแหละอย่าถามกูสักยันต์อาจารย์เป็นปัญญาภูตะที่เป็นญาณจิตวิญญาณนี้เป็นญาณภูตานหรือวิญญาณก็คือญาณอย่างยิ่งปัญญาอย่างยิ่งปัญญาอย่างไม่มีกิเลสตัณหาปัญญาอย่างรู้เท่าทันไม่มีอะไรมายุ่งปรับปรุงไม่มีอวิชชาเพราะวิญญาณอย่างนี้มีอยู่จึงมีนามรูปที่ไม่เปลี่ยนแปลงจึงมีนามรูปที่ไม่ใช่เป็นนามรูปยังโลกโลกแต่ถ้าวิญญาณนี้เป็นวิญญาณผีวิญญาณนี้เองมีอยู่แล้วเป็นมีอยู่อย่างผีด้วยนามรูปจึงได้มีนามรูปนั้นจึงเป็นนามรูปที่เป็นผีด้วยเป็นตัวตนไม่ใช่น้ำมันจะรู้ปัญจ ไม่ใช่แล้วกลายเป็นน้ำมันจะรู้ปัญจะยังลงตั้งลงอุบัติเหตุอุบัติเหตุแปลว่าตั้งลงอย่างลงลดการตั้งลงอย่างลงซะแล้วยังลงแล้วอย่างรากลงแล้วหรือขาดสติขาดสติก็ได้ตั้งลงแล้วเป็นไปแล้วทรงขึ้นแล้วขาดสติไอ้พวกนี้มันอย่างลงไปสั่งลงไป วิญญาณนี้ก็เป็นวิญญาณนักษัตรเป็นวิญญาณที่มีชีวิตอย่างช้าอย่างลูกโลกเขาเป็นอย่างเป็นอย่างผีแล้วมีความหล่อมีความไม่บริสุทธิ์ผสมเข้าไปแล้วมันเป็นทาสรู้ที่แฝงและพระวิญญาณมีนี่เองถ้าวิญญาณไม่บริสุทธิ์นามรูปก็ไม่บริสุทธิ์น้ำลูกไม่บริสุทธิ์สัตยากันนะก็เป็นสัญญารัตนะหยาบๆจึงต้องมีผัสสะแล้วก็เกิดผัสสะจากและก็จะต้องเกิดอุปทานและเกิดเวทนาทุกข์สุขเมื่อเกิดเวทนาทุกข์สุขจึงมีตัณหาอย่างได้แต่สุขจากผลักแต่ทุกข์เกิดปัญหาก็เพราะว่าอุปทานไปช่วยเอาแต่อย่าว่าจะต้องได้เป็นสุขได้จะสุขได้เป็นสุขจึง พบเกิดชาติตรวจฉลากเกิดมรณะแล้วก็เกิดทุกโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสมันเป็นจริงๆแล้วเราจะต้องเรียนรู้ให้วิญญาณสะอาดกับวิญญาณบริสุทธิ์เอาวิญญาณไม่สะอาดวิญญาณที่จะเป็นผีให้ชัดจิตเรานี่แหละศึกษาผีที่นี่มันจะศึกษาวิญญาณศึกษาที่มีความสะอาดขึ้นมาได้อะไรเราหมดคิดหมดถืออะไรเราจะเห็นได้พวกเราหมดยึดหมดถือกันมามากแล้วสบายมากๆนะล้างอบายมุขมาไม่มีวิญญาณผีอบายมุขผีนรกต่ำหลังเป็นเสียงสัมผัสลงไปเรื่อยๆร้านลาบยศสรรเสริญพระเจ้าฝึกปรือพยายามเห็นเท่าทันรู้อยู่ทุกวันนี้ไม่ยินดีไม่ฟูฟองวิญญาณเราก็ไม่ฟูฟ้องวิญญาณ นิ่งสนิทเป็นธาตุรู้ที่รู้จริงเอออันนั้นมากอันนั้นหนาอันนี้เยอะแยะใครอยากได้ใครอยากไปเปลี่ยนจากไปตามมีตามควรเราอยู่กับมันง่ายเบาไม่ต้องเป็นภาระอะไรพวกคุณต้องหยุดอยู่ได้ทุกวันนี้อยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีอะไรกินวันหนึ่งใช้วันหนึ่งทำงานอะไรมีงานอะไรฝึกปรือไปแล้วก็พยายามอ่านปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องอ่านจิตของเราว่าเรายังไม่วิญญาณของเรายังไม่ตายสนิทในเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นศักยะนะเนี่ยเป็นตัวที่มันยังจะต้องไปมีไปเป็นไปสร้างภพสร้างชาตินะเข้าใจให้ได้เพราะจิตเราไปอุปทานไว้นะไปยึดถือมันอยู่มันจะต้องเอาต้องมีต้องเป็นต้องได้อาจจะต้องได้อย่างนู้นอย่างนี้แม่นลาบยศแม้ที่สุดทั้งญาติ กติกาอะไรทั้งนั้นแหละอย่างที่เป็นอยู่เนี่ยเราจะเข้าใจพิจารณาเออใจเรายังมีลดลงคิดถึงหรือว่าไม่คิดถึงถ้าเราไม่คิดถึงไปเฉยๆโดยไม่มีปัญญาเข้าไปล้างเออสิ่งอย่างนี้แม่ไม่เกี่ยวข้องกันมันก็ไม่มีอะไรถึงเกี่ยวข้องกันทั้งคู่ควรกับกาลที่ควรเกี่ยวข้องก็คือเกี่ยวข้องให้เขารู้รสชาติแล้วเราก็เมื่อไม่เกี่ยวข้องจิตของเราก็ไม่กังวลจิตของเราก็ไม่เสียหายเราก็มาทำงานทางนี้ได้ก็ปลอดบริสุทธิ์มาเพราะวิญญาณหรือธาตุที่เหลือในจิตของเราเนี่ยที่มันยังเป็นวิญญาณและสัตว์อย่างนิโรธเทนะไม่ได้ยังทำนิโรธให้แก่มันไม่ได้วิญญาณนักษัตรฟังให้ดีนะเราจะเข้าใจวิญญาณ พระวิญญาณไม่ใช่กิเลสอะไรแต่วิญญาณนักษัตรเงินต่างหากเป็นกิเลสต้องนิโรธเทนะนิโรธมันเสียดับมันเสียหรือว่าทำให้อยู่เหนือมันเสียอยู่เหนือไอ้วิญญาณโลกโลกที่มันมาต้องเป็นอุปทานต้องมาเป็นภพต่อไปนี้เป็นปัญหาหรือว่าต้องไปหลงสุขหลงทุกข์อยู่นะเราต้องพยายามอยู่เหนือมันให้ได้แต่วิญญาณก็จะต้องเข้าใจถึงวิญญาณแล้วก็ทำจิตวิญญาณอย่างที่ว่านี้นะที่พูดอธิบายให้ฟังล้างรถละไปแล้วพอคุณทำอยู่แล้วล่ะแต่ที่พูดนี่คือคุณเข้าใจชัดๆเห็นลึกซึ้งเข้าไปอีกจะได
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive