200128-030 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน030-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ007.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นเช้าวันที่ 28 มกราคมพุทธศักราช 2520 ไปรษณีย์ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ด้วยนะโมเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกเรามาทำวัดกันต่อนะก็จะขอซ้ำเรื่องของปฏิจจสมุปบาทหรือปฏิกิริยาลูกโซ่แห่งการตรัสรู้นี่แหละซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจกันไม่ถ้วนทั่วยังทำความละเอียดละออยังกันไม่ค่อยได้แล้วก็ได้แต่ภาษากันกลายเป็นท้องภาษาปฏิจจสมุปบาทตายแล้วก็เลยที่อกดีใจ เพลงใต้ปฏิจจสมุปบาทนอกจากท่องได้และทำความเข้าใจไปบ้างก็เป็นนึกว่าตัวเองรู้จักปฏิจจสมุปบาทซะแล้วปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องละเอียดเป็นเรื่องสำคัญนะที่เราจะต้องยังถึงทุกข์ความหมายความหมายเหล่านั้นจะต้องจับจิตรู้แม้แต่คำว่าอวิชชาคำว่าอวิชชาพอเราได้รู้ว่าอวิชชามันแปลว่าไม่ดีแปลว่าโง่วิชาแปลว่าดีแปลว่าความรู้แปลว่าความฉลาดเราได้รู้แค่นี้เราจะบอกว่าเรามีวิชาแล้วมันก็เข้าใจความแปลเท่านั้นเองความหมายเท่านั้นเองก็ได้รู้รู้ชั้นหนึ่งเชิงหนึ่งก็ถูก แต่ว่ามันไม่ได้มีเปลี่ยนจิตอวิชชามันคือจิตที่มันไปยึดอย่างนึงเข้าใจอย่างหนึ่งไว้เป็นหลงผิดอย่างนึงไว้กับทิศทางอยู่กันเชียวส่วนที่จะมารู้เป็นวิชานะมันกลับกันมันทนกระแสการปฏิสัมพันธ์ไม่เหมือนกันหรอกอันนี้มันดำมันขาวอันนั้นมันผิดอันนี้มันถูกอันนึงไปเห็นว่าดีอีกอันนึงไปเห็นว่าไม่ดีเนี่ยมันต่างกันอย่างนั้นเพราะวิชากับวิชามันตรงข้ามกันเลยมันความรู้สึกปรับเปลี่ยนเลยเห็นแท้ไม่สงสัยไม่สงสัยเลยนะหมดวิถีอีสานถึงจะเกิดดวงตาเกิดญาณเกิด กวดวิชาเกิดแสงสว่างมีการเห็นรูปชัดที่มันจะเกิดออกถึงป่านนี้น่ะมันไม่สงสัยหมดวิธีกินชานะหมดจิตที่จะกระทำกับเราแล้วเรื่องนี้อันนี้หมดจริงๆจึงเรียกว่าวิชาไม่ใช่เพียงแปลว่าวิชาแปลว่ารู้อวิชชาแปลว่าโง่แปลว่าไม่รู้แปลว่าไม่เข้าใจแล้วก็แปลกๆคำแปลได้เท่านี้เพราะว่าเราควรทำวิชาไม่ใช่เราจะต้องรู้จิตรู้อารมณ์ของจ
อ่านต่อ
ิตเพราะนอกจากรู้อวิชชาแล้วเราจะต้องเข้าใจในตัวที่เขาบอกว่าสังขารมันคือการมันร่วมโครงตั้งแต่แบบยาอธิบายกันตั้งแต่ ลุงกันอย่างหยาบปรุงอาหารมาผสมกับไอ้นี่แล้วเกิดเป็นอย่างนี้อย่างนี้ขึ้นมาอะไรอย่างเงี้ยเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาจนกระทั่งตายเรานี่ถูกปรุงไว้ด้วยธาตุต่างๆธาตุดินน้ำไฟลมธาตุอาหารหยาบธาตุลมธาตุไฟปรุงไว้ในร่างกายนี้ก็เป็นสังขารกายเป็นตัวสำคัญเป็นตัวถูกปรุงแต่งขึ้นหรือแม้แต่จิตที่นี่ไปเอาที่จิตสังขารจิตที่หยาบเรียกว่ากายะสังขาราสังขารที่ยามรับฟังให้ซ้อนฟังซ้อนให้ออกร่างนี่เราเรียกว่าอินทรีย์ภาษาบาลีเขาเรียกว่าอินทรีย์ในร่างกายเขาไม่ได้เรียกว่ากายะภาษาบาลีเขาเรียกว่าร่างแล้วเนี่ยบอดี้เนี่ย เขาเรียกอินทรีย์เขาไม่ได้เรียกว่ากายไม่เรียกว่ากายหรอกคนไทยเรามาเรียกว่ากายร่างกายยักษ์คนไทยเรามาเรียกร่างกายแต่ทำภาษาบาลีก็ไม่ได้เรียกร่างกายไอ้นี่แทนที่เขาเรียกอินทรีย์เขาเรียกอินทรีย์การคนไทยนี่มันซวยเพราะถ้าอธิบายว่ากายสังขารเราก็ไปคิดถึงร่างกายจะพิจารณาเป็นเนื้อหนังไม่ใช่กายสังขารรู้มันหมายความว่าการปรุงแต่งของสิ่งที่มันประชุมกันหยาบใหญ่กายะประชุมกันใหญ่เพราะประชุมที่ ชัดเลยใหญ่หยาบแม้แต่ดันความใหญ่หยาบของวัตถุหรือความใหญ่อย่างของธาตุดินน้ำไฟลมความใหญ่หยาบของจิตที่มันประชุมกันเป็นก้อนใหญ่ก้อนโตเราเรียกว่ากายะยิ่งหยาบใหญ่ไม่ใหญ่ยิ่งใหญ่ใหญ่ใหญ่ใหญ่สัตว์ก็แปลว่าใหญ่ร่างกายจะสังขารโรมันสังขารปรุงเราต้องรู้สังขารจิตสังขารคือจิตนั่นแหละมันปรุงมันมีความประชุมกันมันความยึดกันเกาะกันความร้อนเป็นรูปนั้นร่างนั้นจะเรียกว่ารูปโบราณก็เหมือนกันแต่เป็นร่างกายของจิตไม่ใช่ร่างกายของกายไม่ใช่ร่างกายของตัวแทนเนื้อหนังมังสาร่างกายของจิตจะต้องรู้สังขาร ที่ร่างกายของจิตนั้นน่ะมันก็มีสภาพดูรูปร่างนี้อาการอย่างนี้นิมิตอย่างนี้เราถึงเรียกว่าร่างสังขารมันก็ตรงกันอยู่อย่างนั้นแหละแต่มันปรุงกันเป็นความรับรู้เราก็รับรู้อยู่ร่วมกันร่วมกันด้วยในนั้นซ้อนกันอยู่แยกกันไม่ออกหรอกเราเรียกว่าวิญญาณเป็นความรับรู้เป็นความรู้สึกเป็นความคิดนึกที่อ่านออกเป็นความคิดที่อ่านออกมาแล้วในความคิดนั้นมันอ่านออกมาแล้วอย่างนี้ก็เป็นวิญญาณและตัววิญญาณนี่แหละเราเรียกมันอีกสักหนึ่งลงไปว่าน้ำรูปตัวตนอย่างลงทั้งเกาะเกี่ยวกันเข้า ยึดมั่นถือมั่นเป็นข้าวไม่ยอมประยอมปล่อยไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้มันก็สักแต่ว่ามีเดี๋ยวมันก็จะเสื่อมไปถ้าเราไปจะพยายามไม่มีมันก็จะมีอยู่ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนี้มันก็จะมีอยู่ขึ้นได้เราเรียกกันว่าน้ำลูกทีนี้พวกน้ำรูปต่างๆเหล่านี้แหละเพราะมันตัวตนเป็นเรื่องเป็นราวจำเพาะเจาะจงเข้าไปหาจุดทางของมันมาทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายแล้วเลือดก็เรียกว่าทวารต่างๆเราจะแปลอายตนะว่าทวารก็ได้มันก็มาทำตาหูจมูกลิ้นกายซึ่งมีทวารในมนุษย์มันมีทางรับเข้ารับออกจากที่ 6 ทวารเขาเรียกว่าสลัดสลัดสลัดอาจจะชนะจะรับประโยชน์หรือว่าไร้ประโยชน์ ก็อยู่ที่นี่อยู่ที่ทวาร 5 ทวาร 6 จะเป็นประโยชน์หรือไม่รู้ประโยชน์ก็อยู่ที่นี่เรารู้จิตจริงๆเลยว่าเพราะเหตุมาแต่รับมาทางตารับรู้เข้ามาแล้วเราก็มาร่วมด้วยจิตและผูกพันเข้ายึดเกาะที่ประกอบเข้ากระทำร่วมด้วยค่ะทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายหรือจะเอามาทำเป็นรูปรูปอย่างคนตาบอดนี้ไม่มีตาแต่มีทวารของเขาเรียกว่าจะคุมวิญญาณรู้จักหรือว่าดูปลาลมมีรูปปลาอารมณ์นะไม่ใช่ว่าคนตาบอดไม่มีลูกตาลมเข้าใจให้ดี ตาบอดแต่รู้ๆเขารู้จักสัมผัสเนี่ยเสียงก็เป็นรูปกลิ่นก็เป็นรูปรถทางลิ้นก็เป็นรูปกายสัมผัสก็เป็นรูปถ้าจับนี่เขารู้เลยเออไอ้นี่กลมๆหน่อยๆอย่างงี้อ่ายังไงก็รู้เลยเป็นรูปปลารวมเป็นรูปที่เกิดในจิตเป็นรูปปลาเย็ดกันนะเป็นทวารทางรูปทวารที่ก่อรูปเห็นรูปๆเข้าใจรูปไม่ใช่ว่าตาบ่อนั้นไม่เห็นรูปไม่รับลูกไม่จริงอย่าไปอ่านกันแม้เธอจะตาบอดมาแต่กำเนิดแม้เธอจะหูหนวกมาแต่กำเนิดมันมีวิญญาณ ไม่มีวิญญาณมีนามรูปมีสระอายตนะมีทวารข้าวนะรับสัมผัสเนี่ยเข้าไปเลยสัมผัสนี่มันไม่ได้หมายความว่าแต่ตาสัมผัสนี้รวมหมดเลยหูสัมผัสจมูกสัมผัสลิ้นสัมผัสส่วนทุกส่วนของกายสัมผัสและแม้แต่ใจไปคิดเกิดสัมผัสเกิดมีการกระทํา คนตาบอดคนหูหนวกคนจมูกไม่ได้กลิ่นคนลิ้นไม่ได้รถอะไรก็ตามแต่คนกายสัมผัสไม่ค่อยรู้แต่มีทวารอื่นที่รู้ก็จะรู้ประโยชน์ประโยชน์มีอะไรแล้วแต่คนตาบอกว่าจะจับยึดอยู่กับไอ้หนุ่มชิ้นนั้นชิ้นนี้แม้แต่สีก็ยังหลงเลยคนตาบอดใส่เสื้อใส่ผ้าในชุดนั้นชุดนี้สีนั้นสีนี้เข้ากันไปถามเขาดูสิเขาแต่งก็รู้ของเขาแหละเขายอมไปเอาสีอะไรมาทาตรงนี้สีตอนนี้เขานิยมสีปากอย่างนี้ก็ดูคนตาบอดผู้หญิงตาบอดทาปากใช้สีอย่างนี้นิยมใช้ลูกกะตาเอาทาขอบตาทานนั้นใช้สีนั้นสีนี้เขาทาแล้วก็ทำ ขนาดตาบอดยังงั้นยังงั้นน่ะหรือคนหูหนวกก็ตามเขาก็ยังร้องเพลงเขาก็ยังไงเข้าไปนะคนหูหนวกอ่ะทำเป็นเล่นไปเนี่ยก็มีมีมีมีมีศรัทธาเรามีรูปอารมณ์มีอ่ามีใครพาลมมีรักษาอารมณ์มีผลกับอารมณ์และมีทำอารมณ์มีอาจมีอาการที่มันทรงขึ้นทรงไว้ก่อนรูปก็ร่างก็น้ำรูปขึ้นในจิตทั้งนั้นทีนี้นาพวกต่างๆนั้นเขาจะรู้ได้เท่าทำอย่างไรถ้านามรูปที่เป็นนามรูปดีเป็นประโยชน์เขาเรียกว่ารู้เท่าทันศาลายากันนะ สนามรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นของดีแล้วให้มันมีอยู่มันเป็นการทำลายเสื่อมทรามเขาก็ไม่รู้เท่าทันในอายตนะหรือสฬายตนะที่มันเกิดอยู่ในจะรับประทานทวารไหนก็ตามถือว่าเป็นลักษณะอะไรก็ตามโดยเฉพาะขนาดนี้เราพูดถึงจิตก็คืออารมณ์หรืออาการอาการของจิตคืออารมณ์ของจิตมันเป็นอย่างไรเพราะเรารับอารมณ์และรู้อารมณ์เข้าใจถึงอายตนะต่างๆอย่างแท้จริงเข้าใจความหมายและจับเทียบเคียงกับสิ่งที่มีในตัวเราขณะนี้เราฟังไปเราเทียบเคียงความจริงไปเราก็ระลึกย้อนอ้อแต่ก่อนนี้อย่างนี้เราเคยผ่านเคยสัมผัสเคยรู้มาแล้วเราก็เทียบเคียงได้ออกอันนี้เรียกว่าอารมณ์อันนี้เรียกว่าอาการของจิต เรียกว่าอาการเข้าทำตาหรือว่าเป็นรูปอารมณ์อันนี้อาการทางหูอันนี้อาการทางจมูกทางลิ้นทางกายเรารู้ข้างในสัมผัสถูกเราจึงจะเป็นผู้มีปัญญาเข้าไปรู้แล้วทีนี้เราจะผลักหรือว่ากระทบแต่ต้องตาแต่ต้องก็ตามหูแตะต้องก็ตามจมูกลิ้นกายแตะต้องแล้วก็รับไปรู้จริงๆหรือไม่แตะต้องแต่จิตมันก็รับรู้เป็นรูปอารมณ์เป็นศรัทธาลงนึกถึงเสียงเสียงก็เกิดขึ้นมารับรู้เอาขึ้นมาที่จิตเลยเป็นรูปเป็นเสียงเป็นกลิ่นอยู่ในจิตจิตรู้นี่อย่างนี้จำได้ขึ้นมาหรือว่าเป็นภาพขึ้นมาได้เป็นรูปเป็นนามขึ้นมาได้ก็เกิด ธรรมารมณ์หรือสัตว์ไม่ใช่ไม่ใช่หรือสัมผัสจิตเลยสัมผัสที่จิตเลยและก็รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ได้เป็นเวทนาแม่ไม่ต้องเข้าทางตาเข้าต่างหูแต่เป็นรูปเป็นเสียงแล้วเป็นกลิ่นเป็นรถเป็นสภาพที่แตะต้องอยู่ที่จิตปรุงกันขึ้นเป็นสังขารได้ลงได้ทั้งๆที่ไม่มีตัวมันแต่จิตของเราก็ยกมันขึ้นมาพรุ่งนี้สภาพเกิดเองเป็นเองได้เป็นเกิดเป็นรถเป็นชาติเกิดเป็นเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์ได้อยู่ว่างๆเราก็ปรุงคนที่คิดนึกถึงสิ่งที่เรา เราชอบนึกถึงบ่อยๆแล้วเกิดอารมณ์ชอบมากขึ้นก็สั่งสมขึ้นเราก็เกิดว่าแหม่ถ้าได้จะเป็นสุขเวทนาหนอสุขเวทนาหนอตัณหามันก็แรงขึ้นแรงขึ้นความอยากมันก็ทับทวีเองเราต้องรู้จิตใจมันจะเพิ่มต่อกันไปเป็นช่วงเป็นตอนไปหรือว่านักเกลียดจริงหรอเกลียดชิงร้อยชิงหนอปัญหามันก็โทสะแรงๆๆขึ้นได้มีสมองก็เป็นเสมอสั่งสมแต่จิตไม่ต้องไปถูกสัมผัสนั่งคิดนั่งนึกนั่งสร้างนั่งก่อนนั่งปรุงนั่งแต่งให้แก่จิตส่วนคนนี้ก็นึกแต่หน้าคนนี้หล่อขึ้นมาหาแต่เหลี่ยมแต่มุมที่มันเห็นเด่นชัดในมุมที่จะต้องเกลียดจัดเข้าไปเพิ่มเข้าไปเพิ่มเข้าไปมันก็ร้อนก็แรงต่างหาก รักคิดถึงก็มาและแม่ตรงนี้ก็น่ารักตรงนั้นก็น่ารักตรงนี้ก็น่าชอบตรงนี้ก็หน้าอยากได้อยากมีอยากเป็นเอามาแนบชิดติดตัวเอามาใกล้มันก็ตัณหามันก็โละพระจันทร์ก็อยากได้มันก็อยากได้หรืออยากผลักเป็นแง่ของโทสะเป็นแม่ของโรงพักอยู่อย่างนี้ปัญหาก็จัดพระเวทนาจึงเกิดปัญหาเพราะปัญหาที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อผูกไว้ในใจแล้วมันก็ติดอยู่ในใจมันสร้างสิ่งนั้นเกิดจริงเป็นตัณหาเพราะเวทนาจึงเกิดปัญหาผมเกิดปัญหามันก็สร้างไว้ที่ใจจริงยึดได้จริงมีจริงไม่รู้จักการปล่อยออกแม้ความคิดอย่างนี้แล้วรู้อย่างนี้แล้วถ้าเราวางเป็นจะคิดเท่าไรเท่าไหร่แล้วเราก็วางมันก็ถอยไปได้มันก็วางลงไปได้มันไม่ได้ยึดเป็นของ มันไม่ได้ผูกมัดรัดกลึงไม่ได้ไปอุดรธานีไม่ได้ฉวยเอาไว้ไม่ได้ช่วยเอาไว้จริงๆเพราะฉะนั้นลักษณะของอุปทานเป็นอย่างไรปัญหาเป็นแรงอย่างไรเป็นอาการอย่างไรต่างกับอุปทานอย่างไรอาการที่แตกต่างกันไปหมดของจิตมีจิตทั้งนั้นแหละจิตทั้งนั้นขณะนี้ที่พูดนี่ตั้งแต่สังขารวิญญาณนามรูปศัลยกรรมผัสสะกันเวทนาตัณหาอุปาทานจิตทั้งนั้นจิตทั้งนั้นเลยแม้แต่เข้าไปฉวยเอาไว้ยึดเอาไว้แล้วจะต้องผูกพันเอาไว้แล้วก็กลายเป็นสิ่งนั้นยังอยู่เป็นภพเป็นรูปเป็นร่างเป็นแดนเป็น เขตจะใหญ่ถ้ามันกว้างมันใหญ่มันก็กว้างใหญ่ไพศาลเป็นจักรวาลอยู่ในจิตนั่นแหละเป็นโรคหมุนเวียนอยู่นั่นแหละวนอยู่นั่นแหละไม่ยอมปรับออกปล่อยออกเขาเรียกว่าพบมีพฤติกรรมนั่นแหละที่จริงมีพฤติกรรมอยู่นั่นแหละมันจะเป็นพระเป็นผู้ตัดพอสำเภาตัวนี้มันเป็นพระเป็นผู้ตัดยังเป็นวิญญาณพบปะยังเป็นไปอยู่ยังมีสภาพอันนี้อยู่เจริญอยู่ทีเดียวยังไม่ยอมตายยังไม่ยอมสิ้นชีวิตจะงอกเงยงอกเงยยังมีเชื้อยังได้เชื้ออยู่ด้วยซ้ำไปมีแต่การพัฒนาตัวใหญ่เป็นพูดเป็นวิญญาณเป็นผีเป็นผีร้ายอยู่ในจิตวนเวียนวนเวียนอยู่นั่นแล้วเรียกว่าพบได้บนโลก เรียกว่าอ้วนเรียกว่ายังเกิดเป็นชีวิตชีวาอยู่ยังไม่ยอมสูญหายยังไม่คลายจากไม่แห้งสนิทปล่อยออกก็ไม่ยอมไปนี่เป็นภพอยู่ในจิตเมื่อเป็นภพอยู่อย่างนี้มันก็ต้องเกิดแล้วเกิดเหล้าพบเองก็คือตัวชาติชาติเองก็เพราะตัวมีภพมันเกิดมันมีแต่จะอ้วนพีขึ้นมันมีแต่จะสั่งสมขึ้นไม่ต้องไปให้โอฬาริกอาจาไม่ต้องไปให้อาหารด้วยข้าวสุกขนมสดมันก็เกิดนะมันเกิดเพราะว่าเราวางไม่ได้เกิดเพราะยิ่งศักดิ์เหตุปัจจัยนั้นมีเติมเข้าไปอยู่เติมก็โอเคขอบใจเกิดเหตุปัจจัยอ้อมอย่างคนสมมุติว่า ปิดเรื่องของเสื้อผ้าสวยอย่างนี้ไม่ติดทั้งเรื่องเสื้อผ้าสวยยังมีพบชาติของเสื้อผ้าสวยไม่มีพบว่าติดเสื้อผ้าสวยแล้วมันกระทบสีนี้สีนี้เฉพาะสีนะตอนนี้มากระทบแหมสีนี้ถ้าเป็นผ้าถ้าได้ตัดเสื้อสีนี้เป็นเหตุปัจจัยและปรุงเข้าไปแล้วส่งเสริมและให้เกิดให้เรามีภพโตขึ้นอีกเนี่ยมีชาติเติมขึ้นไปอย่างนี้เรื่อยๆเพราะมีพบว่าเราติดเสื้อผ้าพอมาเจอแค่สีมันเจอแค่แคตตาล็อกแมนนี่เขาออกแบบอย่างนี้แหมทำรูปอย่างนี้เป็นเสื้อผ้าคือไม่จริงเราได้ใส่บังก็เป็นเหตุปัจจัยเสริมและเป็น เพราะมีพบยังไม่คลายจางตัวนั้นเพราะมีลักษณะที่เราไปยึดถือว่าแบบวาดรูปวาดความเป็นอย่างนั้นอยู่ในจิตไว้ไม่จางคลายเพราะมีกระทบเหตุปัจจัยอื่นมาอีกก็เป็นผัสสะผัสสะส่วนเหล่านั้นในท่านได้ประมาณนี้ก็ยินดีก็เป็นเวทนาสุขกับเวทนาลิสงมานะเวทนาก็เกิดจริงแล้วก็สะสมต่อไปเรื่อยๆก็เกิดขึ้นธาตุก็คือตัวจิตมันก็เกิดมันก็โตมันก็อ้วนกว่าพี่นี่แหละเราบำรุงบำรุงจิตให้มีโรงพระโทสะอยู่ด้วยความต้องการปัญหาเกิดเวทนาเกิดอยู่ในนั้นเสร็จหมดอุปทานสะสมไว้ได้โอกาสเมื่อไหร่มันก็จะเป็นอย่างนั้นก็ได้เหตุปัจจัยครบ เมื่อไหร่มันจะเป็นอย่างนั้นนี่มันเกี่ยวข้องถึงความเป็นจริงไปหมดแล้วต้องเข้าใจถึงว่าพวกนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยสืบสาวยาวโยงมีอันนั้นมันเป็นส่วนในนี้มีอันนี้บันทึกส่วนอันนั้นต่อๆกันอยู่มันไม่ตรงทีเดียวมันก็เป็นเหตุปัจจัยได้เหมือนเดิมเชื้ออาหารไม่ใช่ก้อนอาหารเต็มคำแต่ก็มีเชื้อมีส่วนนั้นส่วนนี้เติมเข้าไปเรื่อยๆเป็นกอบเป็นกำบำรุงเป็นปุ๋ยเป็นปุ๋ยให้มันสืบต่อเราต้องรู้สภาพของจิตของเราจริงๆเพราะงั้นเรียกว่าพบคืออย่างไรอาการอย่างไรต่างกันยังไงกับอุปทานต่างกันยังไงกับปัญหาพบต่างกันยังไงกับชาติรู้จักชาติภารกิจที่มันเกิด เป็นชาติอย่างนี้แหละมันเกิดมันมีสภาพขึ้นมาแล้วมันจึงมีชรามรณะมันจะมีชรามีมรณะถ้ามันไม่เกิดมันก็ไม่มีหรือมันเกิดโดยเรารู้เท่าทันความเกิดเร็วเท่าทันชาติเรารู้เท่าทันชาติรู้เท่าทันจิตที่เราตั้งใจให้มันเกิดนี่เราปรุงมันจะเองเลยสังขารขึ้นมาเลยอ้าวสร้างขึ้นมาให้มันเกิดให้มันคิดให้มันปรุงให้มันปั่นให้มันแต่เสร็จแล้วเราไม่ได้มีใจก็ชอบไม่มีโลภะไม่มีโทรศัพท์ไม่มีทางไม่มีชอบในจิตเลยเราก็สร้างสักแต่ว่าสร้างขึ้นมาให้แก่โลกเรามีความรู้เรามีวิชาเรามีปัญญาเรามีญาณเรามีทัศนะมีแสงสว่างและมีความเข้าใจและเราจะสร้างอันนี้ประดิษฐ์เป็นรอยอันนี้ กรอบๆนี้ขึ้นมาเพื่อให้แก่นโลกเขาเป็นประโยชน์แก่เขาขั้นนี้ขั้นนี้แก่เขาเพราะเขาต้องอาศัยตัวตนหรือเขาต้องอาศัยสภาพนี้เป็นพวกแผ่เป็นเครื่องจงลืมจะประกอบก่อสร้างรูปสร้างภาพเขียนตัวหนังสือมีลูกมีรอยมีอะไรเราต้องอ่านอารมณ์จิตของเราว่าเราติดอันนี้ไหมเล่าเราชื่นชมยินดีเราเอร็ดอร่อยถือว่าเป็นศักดิ์เป็นศรีถือว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นความเก่งความจะต้องรักต้องชอบเอามันผูกพันใส่ผิดไปถ้าเราไม่เราทำแล้วเสร็จแล้วเราก็เฉยแม้จะทำลายไปต่อหน้าต่อตาเราก็ไม่หวงไม่เห็นไม่รักมันเสือกมันก็ต้องเสื่อมเพราะทำเกิดแล้วไอ้นี่ก็ต้องเสื่อมด้วยคนมารีดทำลายเผาเลยก็ได้หรือ นานเสือกไปด้วยดินน้ำไฟลมขณะนี้ถูกแดดเลียถูกลมถูกแมลงถูกอะไรต่ออะไรเก่าลงไปเสื่อมลงไปไม่มีอะไรมาปรุงขึ้นเองหรอกในตัวของมันเองพวกนี้มันไม่มีวิญญาณมันไม่ปรุงมันไม่พูดตัดพวกนี้ที่เกาะเลยมีแต่มันจะเสื่อมเสื่อมๆลงไปหาความเสื่อมเป็นธรรมดานี่เป็นสังขารสังขารนอกสังขารวัตถุมันขึ้นมาสร้างมันขึ้นมาใจเราไปผูกพันเข้าไว้ใจเราเองจิตของเราเองนี่แหละไปติดเป็นเพราะเป็นชาติอยู่กับมันหรือไม่ถ้าไปพบแพทย์อยู่กับมันเราเองเราไม่คิดของเราอ่ะมันจะมีชรามีมรณะแล้วเราก็จะเห็นมันเสื่อมแล้วเราก็จะให้มันพอมันเสื่อมเราก็จะต้องจิตของเราผูกไว้ว่า ไม่เสื่อมต้องไม่ซ่อมต้องไม่เศร้าไม่หมองต้องไม่ทำลายใจเพราะเราผูกไว้อย่างนั้นตัวเองต้องเที่ยงตรงอย่างนี้นะเพราะเห็นไอ้นี่เสื่อมเราก็ต้องเศร้าและไม่ต้องเกิดโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสเนี่ยเพราะเราไม่รู้ความจริงอย่างนี้เราไม่รู้ความจริงเราก็เป็นแน่ๆเพราะมันช้ามันอยู่ที่จิตเราเราทำให้เกิดแล้วก็แล้วไปก็จบแล้วสิ้นเดือนนี้เราได้แค่นี้ชรามรณะก็ไม่มีเพราะรู้เท่าทันชาติเมื่อเราก็ทำให้เกิดเราเกิดแล้วก็จบก็แล้วกันแล้วมันต้องเสื่อมมันต้องชรามันต้องมรณะเราเข้าใจมันเป็นความธรรมดาคนนี้จึงไม่มีชรามรณะและชาติก็สักแต่ว่าชาติไม่มีชาติอย่างนี้แหละ พูดแล้วรู้ชาวต่างชาติอย่างนี้รู้เท่าทันชรามรณะอย่างนี้จึงเป็นคนที่ไม่มีชาติมีจิตวิญญาณแต่ไม่มีเกิดไม่มีชาติพบไม่มีไม่ใช่ว่าต้องตายจากร่างกายนี้แล้วก็ไปเกิดในร่างกายใหม่ไปอีกภพใหม่ไอ้อย่างนั้นมันก็จริงแต่ว่าไม่จริงก็ไม่ใช่จริงแต่ว่าพิสูจน์กันไม่ได้มันนานไปมันไม่รู้จะหยิบชิ้นหยิบอันไหนมากที่สุดกันเพราะฉะนั้นเราต้องมาหยิบชิ้นหยิบอันของจิตวิญญาณที่มีในร่างกายเราจนเรารู้จิตของเราออเจ้าหมายเอาอย่างนี้อย่างนี้ไม่มีชาติของจิตหรืออย่างนี้สักแต่ว่าชาติเราปรุงเราก็รู้เราก็สร้างเราก็รู้เป็นวิสังขารที่สังขารรับสร้าง ขึ้นมาให้แก่อื่นก็ไม่ใช่เราไม่ได้เป็นตัวของเราไม่ได้เราไม่ได้มีอาการจิตที่ไปผูกพันไว้ไปยึดเอามาไว้ไปหวงแหนไปยึดว่าจะต้องไม่เสื่อมไม่สูญจะต้องไม่บกไม่พร่องจะต้องเที่ยงแท้คงทนไม่มีจิตใจของเราไม่มีอย่างนั้นเลยมันจะตั้งอยู่ได้ก็เพราะเราบูรณะถ้าเราเห็นว่าควรบูรณะถ้าบูรณะไม่ไหวมันก็เสื่อมเป็นธรรมดามันมีเหตุปัจจัยอื่นจะมาทำลายเป็นอุปฆาตกรรมลงไปทันทีเลยตัดรอนลงไปเผาไหม้ลงไปเป็นอุปสรรคเลยก็ได้ไม่เป็นไรเราก็ไม่ไม่สงสัยคนที่รู้เท่าทันอย่างนี้ไม่มีชราไม่มีมรณะเมื่อไม่มีชราไม่มีมรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมะอุปายาสไม่มีไม่มีเลยความดับไม่เหลือแห่ง ทั้งสิ้นย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้หมายความว่าความดับไม่เหลือแห่งกองทุกข์นี้และกองทุกข์ดับไม่เหลือแล้วอ๋อมันมีได้ด้วยบรรยายอย่างนี้เองมีได้โดยเฉพาะความรับรู้อย่างนี้เองเพราะความรู้เท่าทันอย่างนี้เองมันจะเป็นดับจิตแต่เกิดจิตปัญญาฟังให้ดีในการตรัสรู้เนี่ยการดับทุกข์หมดสิ้นมันเกิดจิตปัญญาตั้งแต่เป็นๆนี่มีลูกขันน้ำขันรู้เท่าทันรูปนามทั้งหมดเพราะเราจะแปลให้อีกอย่างหนึ่งในนี้ตั้งแต่ไว้ว่าเพราะวิชาดับสังขารจึงดับเพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับเพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับเพราะนามรูปดับกลิ่นสุนัขจึงดับเพราะสาเหตุอันตรายจึงดับเพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับเพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับพระอุป อันดับภพจึงดับเพราะพบดับชาติจึงดับเพราะชาติดับชรามรณะโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสจึงดับท่านแปลงนี้ว่าเป็นความดับทุกข์ความดับไม่เหลือแห่งกองทุกข์มันมีเราเองเราไม่แปลว่าดับหมดทุกอย่างก็ได้เราบอกว่าเพราะอวิชชาไม่เหลือสังขารจึงไม่เหลือแต่ก็เหลือสังขารที่เรารู้เท่าทันสังขารแปลอย่างนี้ก็ยังได้กระจ่างขึ้นด้วยถ้าคนเข้าใจเพราะว่าอวิชชามันไม่เหลือแล้วดับอิจฉาเราจะแปลว่าดับอวิชชาก็ได้ดับอวิชชาก็มีวิชามีความรู้มีปัญญาคนมีชานปัญญามีความรู้มีปัญญาคนตายที่ไหน เป็นนี่แหละมีได้นิยายมีความรู้มีปัญญามีแสงสว่างมีดวงตาลืมตาโทโร่ๆเลยด้วยมีดวงตาเนี่ยคนมีวิชามีวิชาสังขารจึงไม่เหลือทีนี้สังขารไม่เหลือเราก็ต้องมีปัญญาแยกออกว่าสังขารอะไรไม่เหลือสังขารอะไรเหลืออยู่มันมีส่วนเหลือนี่สังขารจ่ายเราก็ยังเรียกสังขารและโลกอย่างนี้เราก็ยังเรียกแม้แต่จิตมันสังขารเราเจตนาให้มันสังขารขึ้นมาเราก็เข้าใจว่าทำอย่างนี้เราปรับปรุงแล้วแต่ไม่เจตนาแต่เรารู้จิตของเราจริงๆว่าเราไม่ได้ติดไม่ได้โลภะไม่ได้โทรศัพท์อะไรไม่ได้ยึดเอาเป็นของเราของหวงของแถมอะไรจะเกินขอบเขตเรารู้ว่าเรารู้สังขารเราจึงอยู่เหนือสังขารแล้ว เพราะอวิชชาไม่เหลือหรือดับอวิชชาแล้วเกิดวิชาเราจึงอยู่เหนือสังขารก็ได้ชัดเจนเลยไม่ต้องเป็นดาบไปแดกมันนะเพราะไร้อวิชชาแล้วหรือเพราะเป็นวิชาแล้วเพราะมีวิชาแน่แล้วเราจึงอยู่เหนือสังขารเพราะอยู่เหนือสังขารเราจึงอยู่เหนือวิญญาณนี่ไม่ต้องแปลว่าดับแล้วตอนนี้เราจึงอยู่เหนือวิญญาณจึงเริ่มวิญญาณคือธาตุรู้แล้วอยู่เหนือมันเราควบคุมมันได้เราไม่ให้มันมีกิเลสผสมเป็นวิญญาณอันสดใสเป็นวิญญาณอันสะอาดบริสุทธิ์ถึงที่สุดที่เทพและจิตบริสุทธิ์และจิตที่ทำงานเต็มทำงานรู้ตามความเป็นจริงอันนี้ชั่วก็รู้ชั่วอันนี้ดีรู้ดีแล้วเรา ไม่ยุ่งกับชั่วไม่สังขารกับชั่วไม่ร่วมเป็นครอบครัวปรุงแต่งด้วยกับเรื่องชัวร์จะร่วมปรุงร่วมแต่งก็ร่วมกับเรื่องดีเสมอทำงานกับพวกดีมีดีปรุงแต่งเป็นครอบครัวเอกอยู่กับเรื่องดีทั้งนั้นเลยนี่เรียกว่าวิญญาณที่เราอยู่เหนือวิญญาณเพราะเราอยู่เหนือวิญญาณเราจึงอยู่เหนือตามรูปแปลกนิโรธถ้าแปลว่าอยู่เหนือก็ได้ไม่จำเป็นจะต้องแปลว่าดับหรือว่าคุณจะเข้าใจได้ดีขึ้นเราก็เข้าใจสิ่งที่เขาเข้าใจเราเข้าใจสิ่งที่เราเข้าใจยิ่งกว่านั้นอีกเรามีอีกแต่คนอื่นเขาเข้าใจตามที่เขาเข้าใจไปอย่างเขาเข้าใจเราเข้าใจเขาแต่เขาจึงเข้าใจได้เท่านั้นเขาเข้าใจตามที่เราเข้าใจนี่เขาเข้าใจไม่ได้ก็เรียกว่าเขามีปัญญาอยู่แถวนั้นเขาไม่มีปัญญาตามที่เรารู้ ถ้าไม่มีปัญญาก็ยังน้อยปัญญาของเรามากขึ้นไปกว่านั้นส่วนที่เขาเข้าใจเราเข้าใจเข้าใจตรงกับเขาด้วยเป๊ะเลยทุกอย่างแต่ที่เราเข้าใจคือเขาเข้าใจเราไม่ได้เขาเข้าใจเขาไม่เข้าใจเหมือนเราเข้าใจแล้วก็เรียกว่าปัญญามันมากมันน้อยกว่ากันแล้วปัญญาของเขาได้เท่านั้นปัญญาของเรามากกว่าเฮียมีปัญญาหรือมีวิชาวิญาณมีแสงสว่างมีอำนาจของแสงสว่างกว้างขึ้นมีดวงตาอันชัดเจนขึ้นมีดวงตาทำดวงตาแห่งธรรมธุลีมันหมดไปมากขึ้นเพราะเราอยู่เหนือวิญญาณเราจึงอยู่เหนือนามรูปน้ำลูกก็สิ่งที่ เผื่อมันเป็นตัวมันเป็นเรื่องเป็นราวเป็นอัตราแต่เราอยู่เหนืออัตตาเพราะเราอยู่เหนือนามลูกเราจึงอยู่เหนือศัลยกรรมนะเราจึงอยู่เหนือทวารทั้ง 5 ถึง 6 แล้วยังจะดูอยู่เหนือประโยชน์ทำประโยชน์ไม่หลงประโยชน์และไม่ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เนี่ยมันซ้อนลงไปอย่างนั้นอีกเราทำประโยชน์ที่อยู่เหนือประโยชน์เราอยู่เหนือมันเราไม่ได้ให้ประโยชน์มันอยู่เหนือตัวเราเราทำประโยชน์นั้นตามประโยชน์จริงๆตามประโยชน์นั้นให้เป็นประโยชน์ของไปแล้วแม่มันบังคับเป็นนายเราได้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลยต้องรู้เป็นปัญญารู้แล้วไม่เอาไม่ร่วมด้วยไม่เป็นประโยชน์เราอยู่เหนือศัลยกรรมอยู่เหนือผัสสะเพราะฉะนั้นเรามีผัสสะอะไรก็ได้ทีนี้กระทบสัมผัสอะไรก็ได้ อยู่เหนือทวารทั้ง 5 ทั้ง 6 แล้วตาจะกระทบก็หวานเราไม่เป็นทาสมันไม่เป็นธาตุปลาหูจะได้รับเสียงก็หวานมาอยู่ธาตุหูจมูกลิ้นกายสัมผัสกระทบเราก็อยู่เหนือมันหมดเหมือนน้ำกับใบบอนจริงๆไม่ให้มันมาซึมมันมาดูดมันมาพ่อมันมาอุ้มมันมากลืนกินเราได้ครอบงำเราได้มันไม่ครอบงำเราแม้แต่ใจแล้วจะให้ใจมันเกิดมันคิดสร้างขึ้นมาในภาพมีจิตเลยเป็นภาพเป็นรถเป็นเรื่องสร้างมันขึ้นมาในจิตเลยมันก็ไม่อยู่เหนือเราเราอยู่เหนือมันผิดมันจะเก่งกว่าเราไม่ได้แล้วดูเนื้อมันมันแม้แต่ทวารทั้ง 5 เราไม่ติดใจแล้วรูปเราปล่อยคลายได้ของ หยาบไม่เข้าใจเข้าใจเพราะของหยาบกว่าแต่เราก็ยังเป็นทาสจิตอีกเข้าไปข้างในไปหลงความดีไปหลงความสงบไปหลงความหลับความรักมากไปเพราะไปติดโฮเต็ลสร้างบูทสโมสุโกเออดีนะถ้าเราได้สงบได้พักเนี่ยอร่อยเป็นสุดยอดนะใช่เห็นแล้วเกิดจิตแล้วทีนี้จิตเกิดเห็นจริงติดจริงเป็นจริงเนี่ยมันไม่ใช่จิตมันไม่ใช่ความรู้ธรรมดาธรรมดานะมันติดจริงนะที่ไหนไหนไหนไหนไหนไหนก็เอาได้พักได้แอบเสพติดดูเปิดสมองหมายคำว่าพักสงบหรือหลับ คลิปตลกพิเศษสงบดิ่งลงไปที่ไหนก็เอาได้ไม่เปลืองของใครมาแย่งของใครต่อหน้าต่อตาเสกเอาเองเป็นภพของจิตเป็นชาติของจิตเกิดหลับเกิดดับเกิดหรี่ลงไปอยู่ในจิตก็ได้เอาได้จริงๆไม่เบียดเบียนใครหรอกไม่เบียดเบียนใครของตัวเองไม่ได้กินลูกกินขี้ของใครไม่แต่ทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้นกายไม่เกี่ยวหลี่ลงไปหาข้างในเฉยนี่มันก็ติดๆของจิตแหละตรงนี้เป็นเพราะเป็นชาติไปเกิดอยู่ในจิตจิตมันไปเกิดเป็นนาคตัวเลื่อยอยู่ในจิตยาว เวลาอยุธยาไม่ค่อยจะเคลื่อนหรอกที่จริงเป็นแท่งเป็นท่อนอย่างงั้นน่ะถ้ายิ่งกินอาหารอิ่มแล้วยิ่งไม่เหลือเลยปักกองอยู่ตรงนั้นแหละไม่ขยับๆมันเป็นพวกหางยาวสันหลังยาวฟังดูแล้วจะเห็นเหตุผลของมันวะไอ้พวกเขาด่าเขาว่าไอ้พวกโบราณๆพวกไอ้ขี้เกียจสันหลังยาวแหมมันทรงตรงสันหลังยาวๆนี่มันพวกนี้เวลาเหมือนงูเหมือนหน้านาคะเป็นงูหรือเป็นสัตว์ใหญ่ช้างเถอะช้างเปรี้ยว ถ้าเทียบเคียงเห็นชัดๆแล้วมันก็จะหมกจิตของเรามันจะตกลงไปแล้วเทียบเคียงอย่างนั้นให้เห็นความรู้สึกความรับรู้แล้วมันก็จะตกลงไปที่จิตเป็นอย่างนั้นแหละมันเป็นอย่างนั้นแหละนอนแม้แต่ติดข้างนอกกามคุณ 5 เราก็รู้ไปสังขารปรุงอยู่ข้างในเนี่ยนะมันเกิดมันก่อพบก่อชาติมันเกินจะเกิดอะไรเกิดการจะหลับเกิดการจะดีลงไปปิดความดีแล้วก็จะทำแต่ความดีจนก็ไม่รู้จักพักจักพอไม่รู้จักเหน็ดจะเหนื่อยสังขารร่างกายทรุดโทรมแล้วก็ไม่รู้จักอย่างนั้นก็มีเหมือนกันแต่อย่างนี้ไม่ต้องห่วงมากหายากไอ้ขยันจนไม่รู้จักพรรคจะพอมีหายากนอกจากถูกมอม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive