231120-2-254 ทางเอกภาค2-ตอน254(หน้า508)-พ่อท่าน-ปฐมอโศก-ท055.txt

โฟลเดอร์2522-23-24 MP3 ทางเอก-ภาค2- 323 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์181 KB
วันที่แก้ไข10 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระปฏิวัติอบรมทำวัตรเช้าที่ประดิษฐานปฐมอโศกถ้าเรามาเรียนเป็นต่อถ้าเราก็ศึกษาไปฟังไปเป็นปริยัติที่เป็นเครื่องผ่าเครื่องนำเป็นเครื่องช่วยการฟังปริญญาหรือการรู้จักสิ่งอื่นจากผู้อื่นนั่นน่ะเป็นการรู้อุปการะความรู้ คู่แท้นั้นเป็นเรารู้ของจริงเห็นของจริงมีของจริงเกิดของจริงด้วยเราเป็นนามรูปเรามีนามรูปนั้นเรียกว่ารู้ส่วนการรู้อย่างที่มันมาจากที่อื่นที่ใดนั้นแม้แต่เราคิดปรุงรู้มันไม่ใช่รู้สภาพที่เกิดที่เป็นที่มีจริงๆหรือสภาพที่ดับที่เป็นที่มีจริงๆมันก็เป็นการรู้สิ่งที่คิดรู้คิดรู้มันก็เป็นการเกิดแต่เราไม่ได้เห็นความดับเพราะถ้าเราแยกรู้ออกแยกออกว่าการ นี่เป็นการเกิดเราไม่ได้เห็นความดับเราเห็นแต่การเกิดและเราก็ไม่รู้ว่าการคิดพอคิดว่าอ๋อนิพพานเป็นอย่างนี้แล้วเราไปหลงว่าเราเห็นนิพพานที่จริงเราเห็นความการเกิดของความคิดเราไม่ได้เห็นนิพพานนิพพานนั้นเราเห็นความไม่มีของกิเลสความดับไฟของกิเลสความดับไปสนิทแล้วของกิเลสนั้นเรียกว่าไม่มีหรือเรียกว่าดาบเราเห็นความดับอยู่ถึงโทรเห็นในใจของเรากิเลสมันก็คือใจในใจผสม อยู่ที่ใจเรียกว่าสังขารแล้วเราก็เห็นว่าอาการของกิเลสมันตายอาการของกิเลสมันดับสนิทเราก็เห็นความดับเพราะเห็นไม่ใช่เราคิดเราเห็นเราพยายามที่จะตรวจสอบพยายามที่จะคิดพยายามที่จะคิดคิดว่าความรู้ว่ากิเลสเป็นอย่างไรเราคิดอยู่พอเราคิดว่าความรู้ว่าเป็นกิเลสเป็นอย่างไรแล้วเราก็เอาความคิดหรือความรู้คิดขึ้นมาใหม่เอาความจำเอาความรู้เอาสัญญากำหนดหมายเอามาเอามาเอามาใช้ตั้งขึ้น ตั้งแล้วก็สอบกับอาการที่เป็นที่มีที่ใจใจเราเป็นอย่างไรขณะนี้ตรวจสอบและโอ้มันก็ตรงกันว่าใจขณะนี้ไม่มีอย่างที่ความรู้อย่างที่ความคิดอย่างที่ความจำที่ดึงมันขึ้นมาเทียบนี้เทียบว่ากิเลสเป็น

อ่านต่อ

อย่างไรกิเลสอันที่เรากำลังสัมผัสอยู่เดี๋ยวนี้และจะเป็นอาการของกิเลสเป็นอย่างไรอาการที่เรารู้ด้วยความรู้ที่เราเคยจำได้ที่เราเคยเรียนมาที่เราคิดอยู่ว่าอาการมันต้องเป็นอย่างนี้มันต้องเป็นอย่างนี้เรากำหนดลงไปเราสมมุติลงไปเรามุ่งหมายลงไปเห็นว่ามันเป็นเครื่องหมายอย่างนี้คืออาการของกิเลสนั่นเป็นความรู้มาเอาความรู้นี้เทียบกับไปกับ ความจริงคือจิตของเราในขณะนั้นขณะนั้นจิตของเราในขณะนั้นเป็นอาการอย่างนั้นแล้วมีอาการที่เรารู้ว่าถ้าอาการอย่างนี้นี่เหลืออยู่เป็นอยู่อย่างนี้เทียบกันแล้วมันไม่เหมือนกันและอาการของกิเลสแม้แต่ลีลาอย่างอ่อนก็ไม่มีแล้วจิตของเราไม่มีอาการอย่างที่เรารู้ว่าอย่างนี้เขาเรียกว่ากิเลสอย่างกลางกิเลสอย่างอ่อนกิเลสอย่างที่ดีเราก็ไม่มีแล้วอาการของจิตของเราไม่เหมือนเลยอาการของจิตของเราไม่เหมือนกับอาการของกิเลสเลยต่างกันแล้วอาการของจิตของเรามันนิ่งสนิทจากกิเลสมันไม่มีอาการไหวแวบอะไร แบบกิเลสเลยเราเทียบเอาความรู้ที่รู้นั้นเทียบกับความรู้จะเรียนมาจากปริยัติจากใครบอกจากใครสอนจากใครกล่าวอย่างไรแล้วเราก็จำได้รู้กำหนดแม่นแล้วเอาไปเทียบกับจิตจริงๆจิตไม่เป็นอาการดังที่เรียกว่ากิเลสไม่ว่ายังกิเลสหยาบกลางละเอียดอาการอย่างกิเลสที่เรารู้แล้วนั้นไม่มีไม่มีจริงๆเพราะเราเทียบได้เราเอาความรู้ปริยัตินั้นไปเทียบกับตัวจริงของจิตที่มันอุบัติเทียบแล้วเทียบอีกเรียกว่าปฏิบัติปฏิบัติแปลว่าจะต้องให้มันทวนไปทวนมาทวนเทียบทวนตรองส่วนวัดวัดจริงๆวัดจนเห็นแจ้งเลยว่าโอ้มัน เป็นความยอดแล้วมันเป็นความยอดจนไม่มีอุบัติมีแต่บัตรปฏิบัติปฏิบัติปฏิบัติทบทวนชวนไปทวนมาทำแล้วทำรากจนกระทั่งปฏิบัติถึงปฏิบัติถึงปฏิปัตติถึงปฏิบัติคำว่าถึงความเป็นบ่อดีถ้าเป็นภาษาไทยเดี๋ยวนี้ก็คือบ่ดีบ่ดีแปลว่าเป็นนายบอดีแปลว่าเป็นใหญ่ถึงความเป็นใหญ่ในตัวมันเองแล้วถึงความเป็นนายหรือถึงความเป็นอิสระเสรีถึงความเป็นความจริงตามมันเป็นจริงเองเช่นว่ามันเป็นแต่จิตมัน เหลือแต่จิตมันมีจิตเท่านั้นที่จิตว่างๆสะอาดๆไม่มีกิเลสมันเป็นบอดีของจิตมันเป็นจิตที่ถึงความเป็นบอดีแล้วมันเป็นสมณะบอดีเป็นสมรรถนะบอลดีคือเป็นบอดี้แห่งสมณะบอดี้แห่งความพูดไกลจากกิเลสเป็นบอดี้แห่งความไกลจากกิเลสจริงเป็นใหญ่เป็นนายแห่งความไม่เป็นกิเลสจริงเป็นเลิศแห่งความไม่เป็นกิเลสจริงไม่มีกิเลสจึงไม่มีอาการของ เราเห็นนะเราเห็นเราเห็นเห็นเป็นปกติรู้เป็นฌานอันติรู้เห็นเป็นปัจจุบันนั้นเทียวรู้อยู่เห็นอยู่ตรงๆนี่เป็นสภาพที่เราจะต้องให้เกิดให้เป็นให้มีคือเกิดความเห็นแจ้งเกิดความรู้แจ้งแทงทะลุยิ่งด้วยปัญญาอันยิ่งว่าความดับนั้นก็มีอยู่ความเกิดนั้นก็มีอยู่เกิดมันต้องมีแน่ความเกิดคือความมีความดับคือความไม่มีเพราะฉะนั้นความมีอยู่มีความไม่มีอยู่มีความมีอยู่มีความไม่มีอยู่ ก็มีคือไม่มีกิเลสความไม่มีกิเลสที่ตัวเรานั้นมีอยู่ความมีจิตวิญญาณอันเป็นตัวรู้แจ้งก็มีอยู่เพราะว่าเรายังไม่ได้หมดอนุปาทิเสสนิพพานนี้คือยังไม่ได้ดับเป็นนิพพานที่ยังไม่หมดยังไม่ได้ดับขันธ์ 5 ยังไม่ได้ดัดต้นเขายังมีรูปนามขันธ์ 5 ย่อมมีธาตุรู้ย่อมมีการรู้ย่อมมีรู้ได้อย่างไรเราจึงมีแต่รู้ความรู้มีอยู่ความไม่มีก็มีให้เรารู้อยู่ว่าเราจะตัดอะไรเช่นไหนตามที่เราได้ย้ำว่าสิ่งที่จะไม่มีนั้นอะไรแค่ไหนต้องการให้ไม่มีต้องมีปัญญาอันยิ่งรู้เท่าทันความจริงตามความเป็นจริง ยถาภูตะถึงยถาภูตังเป็นความจริงตามความเป็นจริงแห่งความจริงมันมีก็มีไปมันเป็นธาตุบริสุทธิ์ธาตุแท้ๆจะเรียกว่าธรรมชาติก็เป็นธรรมชาติอย่างบริสุทธิ์ที่สุดแล้วเป็นธรรมชาติที่ธรรมชาติรูปธรรมชาตินามและเราก็อยู่เหนือธรรมชาติรูปเนื้อธรรมชาตินามนั้นด้วยแล้วอยู่เหนือธรรมชาติลูกธรรมชาติน้ำนั้นด้วยเนื้อตรงที่ว่ารูปเหล่านั้นไม่มีฤทธิ์กับเราทั้งหมดและก็นามนั้นเรามีอำนาจเหนือนามนั้นว่าแม้แต่นามนี้เราจะสามารถ วางปล่อยสัมผัสรู้แล้วเราก็วางปล่อยก็ได้จริงๆสัมผัสรู้แล้วเราก็วางจริงๆปล่อยจริงๆไม่ให้มันมาวุ่นวายอะไรกับเราจริงๆเราก็วางปล่อยได้ได้แน่ๆวางปล่อยนี่ไม่ใช่ดับนะวางปล่อยว่าเออเราจะไม่รับเราจะไม่รู้เราจะไม่ปรุงด้วยก็ได้หรือจะปรุงด้วยยางดีอย่างเป็นไปกับเขาเลยทีเดียวปรุงด้วยขนาดปรุงด้วยแล้วยังไม่มีกิเลสอาการน้อยของกิเลสก็ไม่เกิดเลยเรียกว่าเราปรุงด้วยคือมีและเราก็คือไม่มี ซื้อกิเลสไม่มีแล้วเพราะฉะนั้นในขณะนั้นมันมีทั้งเกิดและมีทั้งดับมีทั้งเกิดและมีทั้งดับเอาคำว่ามีทั้งเกิดมีทั้งดับนี้คือการเห็นแจ้งอย่างแท้จริงถึงรอบสุดท้ายเกิดญาณ 2 อย่างยาน 2 อย่างคือยานอย่างท้ายข้อที่ 8 หรือข้อที่ 9 ญาณข้อที่ 8 คือตัวประปาจักรยานและญาณข้อที่ 9 คืออาสวะขยันญาณที่เห็นอาสวะและรู้ว่าอาสวะเป็นอย่างนั้นและรู้ว่าอาสวะดับแล้วอัศวินแล้วมันเป็นยานปลายพยานปลายแล้วก็เป็นปฏิญญา ดูเข้าไปอีกว่าขณะนี้หมดแล้วอัศวดับสิ้นแล้วจบพร้อมกันนั้นก็มีความเกิดอยู่ก็เห็นความเกิดเรียกว่าจุติหรืออุบัติคำว่าจุติอุบัตินี้เป็นญาณที่รู้ความจริงว่าเมื่อแปลจุติว่าดับมันแปลอย่างฉันปฐมหรือชั้นต่ำเหมือนแปลว่า 0 คือความไม่มีค่าแปลจุติว่าไม่ใช่ดับเป็นการเคลื่อนไปถ้าเมื่อใดแปลยุติว่าเป็นการเคลื่อนการเคลื่อนนั้นไม่ได้แปลว่าไม่ได้หมายความว่าดับแต่เป็นการเคลื่อนของความมีอยู่เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดก็เกิดอยู่ ก็มีแน่เพราะอุบัติแปลว่าการเกิดแท้ๆส่วนจุตินั้นเป็นความรู้ที่อยู่ที่ความหมายอันเดียวกันแต่เป็นวิพัฒน์ชวาทีความหมายมี 2 วาทะแต่แม้จะมีการเคลื่อนไปก็ไม่มีการเคลื่อนไปก็เคลื่อนไปอย่างสักแต่ว่ามันยังไม่ตัดสันติมันยังไม่จบลงแท้จริงมันยังไม่หยุดอย่างเรียกว่าแตกสลายด้วยรูปนามขันธ์ 5 ก็แตกไปด้วยหมดปัญญาการทั้งปวงนั้นเรียกว่าถึงจุดสุดท้ายแต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงจุดนั้นจริงๆมันจึงยังมีการเป็นไปอยู่เพราะเรายังมีรูปนามขันธ์ 5 ที่ยังเป็นไปเพราะฉะนั้น ที่มันยังเคลื่อนไปตามโลกอยู่มันย่อมมีเพราะฉะนั้นจุดที่เคลื่อนไปนี้จึงแปลว่าเคลื่อนจุติที่แปลว่าเคลื่อนแต่ดับมีดับกิเลสสนิทอยู่อาสวะสิ้นจริงๆอาสวะดับจริงๆอย่าว่าแต่กิเลสต้นกิเลสกลางกิเลสหยาบมิกกี้เรดไลน์ขั้นอนุสัยขั้นอาสวะหมดสิ้นดับจริงๆเพราะฉะนั้นจุติจึงยังแปลว่าดับอยู่ด้วยมีทั้งความดับมีทั้งความเคลื่อนภาษาของภาษานี้เป็นวาทีทั้ง 2 อันนี้เป็นอุปสรรคเป็นวิมุตสุดท้ายที่รู้ได้ทั้งสองภาษาและมีสภาพจริงทั้ง 2 ภาษาดับก็มีจริงเคลื่อนไปอยู่ก็มีจริงจุติจึงแปลว่าดับ ถูกด้วยแปลว่าเคลื่อนก็ถูกด้วยด้วยประการฉะนี้เห็นอยู่ทนโท่ของตัวเองเป็นของตัวเองมีเห็นอยู่ทนโท่ว่าตัวเองมีทั้งความดับตัวเองมีทั้งความเคลื่อนโรงงานเราเกิดญาณนี้เป็นญาณที่ประดิษฐานเราถึงที่สุดแห่งอาสวะขยะที่ 9 ตายแล้วแต่เราก็สลัดคืนมาเป็นมาเป็น 8 เมื่อฉลาดคือมาเป็น 8 ก็เป็นวัฏฏะมี 2 สิ่งที่ดำเนินอยู่ 2 เสียงดำเนินอย่างนี้เป็นลักษณะธรรมชั้นสูงที่สุดที่ผู้มีปัญญาอันยิ่งแล้วหมดปัญหาแล้วเราก็จะอาศัยอย่างนี้อยู่ด้วยปัญญาอย่างจริงใจ ยางแข็งแรงเหมือนอย่างที่เคยอธิบายให้ฟังว่าเมื่ออวิชชาสังโยชน์สุดท้ายดับสนิทคือพ้นอวิชชาอย่างแท้ไม่มีความสงสัยไม่มีความหลงใหลไม่มีความคล่องขาอะไรอีกแล้วเป็นวิชาแท้วิชานั้นก็เป็นธาตุรู้เป็นความรู้ยิ่งอยู่กับอุปสรรคจิตเมื่อพุทธเจ้าจิตนี้พุทธะแปลว่าเหนือปัจจะแปลว่าสว่างเพราะฉะนั้นอาจจะตัวนั้นสว่างก็เทียบได้กับปัญญาหรือก็คือวิชาที่อยู่กับความเหนือที่อยู่กับอุทยาน พุทธะความเหนือความลอยอยู่บนเรียกว่าเบื้องบนก็เรียกอุทังอุทยานสิ่งที่เป็นอุดทางอุทยานเป็นความเหนือจึงเรียกว่าจิตตัวดวงเหนือเราอยู่กับจิตตัวดวงเหนืออันมีอรรถอันมีความสว่างอันมีวิชาครอบคลุมหรือว่าประกอบพร้อมช่วยกันอยู่เพราะฉะนั้นจิตที่เหนือนี้ไม่ใช่เนื้อด้วยความหลงแต่เนื้ออย่างที่มีปัญญารู้จริงเป็นของจริงวิชาสังโยครัชกาลสังโยชน์เราเรียกว่าวิชาสังโยชน์วิชาสุดท้ายจึงอยู่ด้วยกันปฏิเสธศรัทธาแล้วก็เพราะอรหันต์เจ้าจะอยู่กับจิตที่เหนือกว่าถ้าจะไม่ พิจิตรฟุ้งซ่านจิตที่ยังลอยอยู่เบื้องบนหรือเหนืออยู่นี่แปลความหมายให้ฟังให้เข้าใจความหมายว่ามันก็เป็นอย่างนั้นแหละมันก็ยังมีความวนเวียนแล้วมันก็ยังเดินไปสำหรับผู้ที่ยังมีรูปนามขันธ์ 5 ธาตุขันธ์ 5 อย่างนี้ลงตัวไม่คลานแย้งมีที่จบตรงที่ว่าแม้นิพพานแล้วนิพพานก็มีให้เห็นเห็นไม่ใช่ว่าบรรลุแล้วก็ไม่รู้ความหมายว่ามันดับเอาดับจริงๆไม่มีไม่มีอะไรก็ไม่มีก็ไม่มียังไงก็ตัวเราก็ยังมีทั้งร่างรูปก็มีนามก็มีรูปนึงก็ยังมีอยู่คั้นอีก 4 น้ำก็ขัน 4 ก็ยังมีอีกอยู่แล้วจะบอกว่าเราไม่มีไม่มียังไง ไม่รู้มันก็ยังมีมันก็มีรู้แล้วมันจะปัญญาที่โง่ด้วยปัญญารู้ว่ามันมีเพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญญารู้ว่ามันมีก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่ไม่มีที่เราหมายที่เราว่าศูนย์ที่เรียกว่าดับอะไรอ่ะสูญญตาอะไรเห็นความสูงอยู่แท้ไม่ใช่ความคิดคะเนว่าสูญแต่เนื้อหนังมังสาก็ยังมีรูปก็มีนามก็มีแล้วก็เดาไปว่าเฮ้ยมันมีเดี๋ยวมันก็สูญแต่มันปัจจุบันนี้มันยังไม่สูญตกลงความจบของคุณไม่ใช่จบปัจจุบันถ้าคุณบอกว่าอะไรๆมันก็ไม่มีสุดท้ายมันก็สูญแต่คุณก็ยังไม่สุดท้ายเพราะคุณยังเห็นอยู่ว่าคุณยังมีรูปนามขันธ์ 5 คุณยังไม่สุดท้ายแล้วคุณจะจบด้วยคำว่าไม่มียังไม่มีคำตอบหรือไม่มีที่หมาย เขาหมายความหมายกันว่ากิเลสหมดแล้วก็สุดท้ายแล้วเขาก็เกิดจริงเป็นจริงว่าเกิดกิเลสหมดเห็นอยู่ต้นๆหมดเป็นสุดท้ายอยู่ทนโท่ว่าสุดท้ายจริงๆเป็นปัจจุบันนั่นเทียวไม่ใช่สุดท้ายต่อเมื่อยังจะต้องเดินไปอีกเดี๋ยวรูปนามขันธ์ 5 มันแตกดับแล้วมันก็สุดท้ายอันนั้นคือความพลาดคือความขนาดคำนึงของคนเพราะว่าผู้ใช้ปัญญากลุ่มหนึ่งเขาจะใช้ปัญญาว่าศูนย์อะไรๆมันก็ไม่มีหรอกมันก็ไม่เที่ยงอันนั้นเป็นความรู้ไม่ใช่ความเป็นความรู้ไม่ใช่ความเป็นถ้าความเป็นแล้วเดี๋ยวนี้มันเป็นอยู่เพราะความหมายคนละความหมายและเขาทำความหมายของเขาเป็นแต่เพียงความรู้แต่เขาไม่เป็น ความเป็นแต่ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นต้องรู้และต้องเป็นเป็นอย่างรู้จริงๆเป็นเดี๋ยวนั้นปัจจุบันนั้นปัจจุบันไม่มีซ้อน 2 ปัจจุบันไม่มีการเดินต่อไปอีกปัจจุบันเป็นเดี๋ยวนี้เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ทันทีเดี๋ยวนี้เป็นอะไรเป็นความดับอยู่เดี๋ยวนี้เห็นอยู่เป็นความไม่มีเป็นสุญญตาเดี๋ยวนี้ก็รู้ว่าอะไรเป็นสุญญตาไม่ได้ผิดพลาดว่ารูปนามขันธ์ 5 นี่เป็นสุญญตามันยังไม่สูญนี่รูปนามขันธ์ 5 มันยังไม่ถึงจะตามมันยังไม่เป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุมันยังไม่ละลายมันยังไม่แตกดับมันยังเป็นอยู่เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเรียกว่าสระอุป่าที่อาศัยนิพพานพลาดจึงเรียกว่ายังมีภาพที่เป็นนิพพานชนิดที่ยังเหลือ นามขันธ์ 5 บริการที่จะเห็นความแตกต่างกันในรายละเอียดที่บอกว่านัตถิกิมจิอะไรฉันไหนที่เอาไม่มีเราเอาไม่มีตรงที่ว่ากิเลสเป็นอย่างนี้กิเลสอย่างที่ติดกับมากินเลยเรียกว่ายังอยากเป็นอย่างนี้เราไม่มีกลยุทธ์ทหารกิเลสกิเลสจากกลางอย่างนี้เราไม่มีอนุสัยกิเลสหรืออาสวะกิเลสเป็นอย่างนี้เราไม่มีเห็นความไม่มีเข้าใจว่าที่มีเป็นอย่างไรอัตตาของอวัยวะเป็นอย่างไรอัตตาของอนุสัยเป็นอย่างไรรู้ตัวตนของอัตรารู้ตัวเอ้ยรู้ตัวตนของอนุสัยรู้ตัวตนของอาสวะรู้ชัดชัดแล้วจนกระทั่งเห็นว่ามันตายมัน มันดับสนิทมันไม่เหลืออาการให้เห็นเลยแม้มันจะเล็กน้อยขนาดไหนก็ไม่มีอาการนั้นจริงๆนี่คือเราเห็นสุญญตาเราเห็นอนัตตาเราเห็นความไม่มีตัวตนของกิเลสตัณหาอุปาทานไม่ใช่ไม่มีอย่างเพ้อๆลอยๆไม่มีแต่ข้างหน้านู้นจะไม่มีเป็นอนาคตอยู่ไม่ใช่ปัจจุบันแท้ไม่ใช่อย่างนั้นมันเห็นความไม่มีที่เราหมายรู้เลยว่าอะไรเอาไม่มีส่วนจิตอันบริสุทธิ์เป็นจิตแท้จิตประภัสสรมันย่อมมีเป็นนามว่าขันแท้ของมนุษย์ผู้ประเสริฐพระอรหันต์เจ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจิตเป็นของประเสริฐเป็นของแท้เป็นธาตุรู้ยิ่ง รู้จริงรู้จุดเป้าหมายรู้อย่างชาญฉลาดยังเหลืออยู่เป็นผู้เสวยนิพพานเป็นผู้เสวยนิพพานเห็นนิพพานเข้าใจนิพพานอยู่จริงๆจึงเรียกว่ามีผู้บรรลุมีนิพพานมีการได้เสวยนิพพานมีพระอรหันต์ที่สวยที่สุดคือพระอรหันต์สมศรีศรีเท่านั้นน่ะที่ไม่ได้เสวยนิพพานพระนิพพานปุ๊บตายปั๊บไม่ช้าไม่หลังกว่ากันเป็นอรหันต์ที่ซวยที่สุดอย่าไปหวังอรหันต์อย่างนั้นแล้วอโศกจะไม่สอนให้ไปรอหวังอรหันต์อย่างนั้นตกบันไดพลอยโจนแล้วไปจบกันตรงนั้นอโศกจะไม่แนะนำอโศกจะไม่ประมาทเลยจะขอให้เห็นอรหันต์เดี๋ยวนี้ส่วนคุณจะไปตกบันไดเองจริงๆตอนสุดท้ายมัน ได้มันก็เป็นความเฮงหรือความซวยของคุณเฮงตรงที่ว่าคุณเรียนรู้แล้วก็พยายามแล้วมันไม่ได้ไม่ได้เพราะจิตดวงสุดท้ายที่จะตายคุณได้ดวงนั้นตัวนั้นได้ไม่ก่อนตายไม่หลังตายเลยเป็นตัวเดียวกันกับความตายและคุณก็ได้เป็นตัวสุดท้ายก็เป็นความเห็นที่สุดที่คุณซวยที่สุดที่คุณไม่ได้เสพอรหันต์เลยคุณไม่ได้เสพนิพพานเลยเพราะเป็นนิพพานปั๊บจบเลยเพราะนิพพานแทนคุณก็จบเลยมีอรหันต์ที่ซวยที่สุดอยู่อรหันต์เดียวคือเรียกว่าสมศรีเป็นตัวผสมสีๆเท่านั้นนอกนั้นจะได้อรหันต์และรู้ก่อนนั้นสักตัวนึงดวงนึงพอได้อรหันต์แล้วก็เศษ ก่อนตายตัวนึงจิตที่เกิดดวงต่อมาให้ตายพอได้อรหันต์มีจิตตัวใหม่ตายคุณฟังดูดีๆแล้วกันแล้วมันก็เกิดตามกันตัวเดียวนะก็ไม่เรียกว่าสมศรีศรีก็ยังเรียกว่ายังดียังได้เศษนิลตัวนึงน่ะเฮ้ยแต่มีความทนถ้าได้แสบนิพพานยิ่งกว่านั้นก็ยิ่งดีสิมันรู้นิพพานแทนแล้วก็ได้ทำในท้องได้จำแม่นได้เห็นชัดเจนเพราะศาสนาพุทธจึงเรียนให้ถึงนิพพานให้ได้เป็นปัจจุบันนี้อยากจะพุทธทาสท่านเองท่านเร่งบอกว่าเอาเดี๋ยวนี้ปัจจุบันเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ไปเอารสชาติโน้นดีเป็นแนวโน้มที่ดี ด้วยความมุ่งหมายที่ดีถูกต้องต้องเอาเดี๋ยวนี้แต่อย่าไปรอเอาตอนตายท่านพุทธทาสพยายามที่จะเน้นว่าก่อนจะตายจะตกกระไดพลอยโจนแล้วเราก็ปล่อยมันทิ้งมันหลุดมันอะไรอะไรต่างๆนานานั่นก็เป็นเป็นแนวสุดท้ายสุดท้ายแล้วจะตายเลยไปทำยังไงมันไม่มีอะไรดีแค่นั้นแต่มันไม่ได้หมายความว่าปล่อยอะไรมันต้องรู้กิเลสแล้วดับกิเลสจริงๆถ้ากิเลสของเรามันยังเป็นเชื้อเป็นไรไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันมีโอกาสได้รู้มันไม่มีโอกาสได้กระทบกระทั่งอะไรเลยมันไม่มีอะไรเลยมันก็เป็นแต่เพียงความคะเนความคำนึงในอารมณ์ว่าเออระวังหมดหวังหมดมึงก็อย่างที่บรรยายธรรมะกันเพราะว่าแม้คนๆนี้กำลังจะตายแล้วฉันปล่อยหมดแล้วชั้นวางหมดแล้วในเปลี่ยนแซ่ รักทายาทของอาจารย์กรีก่อนจะตายก็บอกฉันปล่อยหมดแล้วปล่อยไม่เหลือแล้วตอนนี้ไม่มีอะไรเลยแล้วก็จะไปไม่เหลืออะไรแล้วก็ใจมันว่างๆก็ทำเป็นชาญประเภทสมาทานมันไม่มีภาษาอะไรเลยมันไม่มีอะไรเลยมันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเราจะทนต่อผัสสะขนาดนั้นขนาดนี้ได้ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นเมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดอนัตตาไม่ใช่เกิดอนัตตาโดยไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยพลอานนท์ทิฐิต่อเมื่อทวารทั้ง 6 นั้นมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสได้แน่ใจเห็นอนัตตาตอนที่มันผัสสะไม่ใช่ไปนึกเอาว่าไม่มีอะไรแล้วแล้วก็คะแนนคำนวณอยู่แต่ว่าตอนนี้หมดแล้วไม่มีแล้วก็นั่งหลับตาแบบฤาษีไปอยู่อย่างนั้นไม่มี เป็นปัจจัยแล้วก็ไม่มีฤาษีทำได้เยอะแยะเดี๋ยวนี้ถ้าใครได้ฝึกเดี๋ยวนี้ก็ทำได้ทุกคนแต่อย่าคิดว่านั่นคือจุดอรหันต์ของเราไม่ใช่แม้จะเป็นปัจจุบันก็ปัจจุบันคุณดาบทวารโดยดับผัสสะด้วยทั้งหมดไม่ได้มีผัสสะอะไรเลยแล้วคุณจะบอกว่าคุณเองคุณอนัตตาอนัตตาของพระพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นปัจจัยเมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัยและรู้เท่าทันเวทนาว่านี่เป็นเวทนาบริสุทธิ์เป็นเวทนาเป็นเวทนาที่อุเบกขานี่ก็ยืนยันว่าตัวมีที่ปราศจากทุกข์ทุกข์ก็มาสุขคือปราศจากทุกข์แล้วปราศจากสุขแล้วพร้อมกันนั้นก็เห็นอีกมุมหนึ่งของอาทุกคนมาสุขหรือเวทนานั้น มุมนั้นว่างโปร่งโล่งใสจริงๆว่าไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาไม่มีแม้แต่ละอองธุลีของกิเลสตัณหาแม้แต่พุทธสโรกะจะโลกธรรมอย่างยาวกลางละเอียดเท่าไรก็ไม่หวั่นไหวจริงและไม่มีธุลีละอองจริงไม่มีอโศกกับวิริยะไม่มีอโศกกะไม่มีวิรัชต์เขมะจริงๆกระแสอยู่จริงแท้เกษมอยู่จริงแท้โดยการรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเที่ยวว่ามีผัสสะมีเวทย์ทำนาแล้วก็อุปทานไม่มีปัญหา ไม่มีตัณหาไม่มีอุปทานไม่มีตัณหาไม่มีก่อนในปรัชญาการซื้อในกิจการในปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีปัญหาไม่มีกิเลสไม่มีปัญหาจริงๆไม่ว่ายังอยากอย่างกลางอย่างละเอียดอย่างไรก็ไม่มีแม้จะมีผัสสะอยู่แม้จะมีเวทนาอยู่ก็เป็นเวทนาที่อาศัยเพราะรูปนามขันธ์ 5 ของเรายังมีเวทนาอาศัยได้อยู่เพียงปัญหาเท่านั้นไม่มีอุปทานไม่มีหรือจะบอกว่ามีตัณหาก็บอกแล้วว่าถ้าจะอธิบายอย่างลึกซึ้งแล้วเราจะมีจิตเป็นวิภาวะตัณหาชั้นสูงอย่างนี้คืออธิบายไว้อีกคนคืออะไรมีความปรารถนาดีมี ถาวรหรือมีอิจฉาประจรมีความต้องการมีความปรารถนาอันดีงามไม่ได้เพื่อตัวตนหมดตัวตนหมดอัตราของกิเลสหมดจะตายหรือหมดตัวตนของกิเลสแท้แล้วแต่เราจะมีปัญญาที่สังขารมีอิทธาภิสังขารของเราหรือมีวิสังขารของเราคือสังขารอย่างรู้ยิ่งไม่ใช่สังขารอย่างไม่รู้เท่าทันหรือไม่เก่งสันฐานอย่างสังขารอย่างยิ่งเก่งยิ่งชั้นยิ่งไม่ใช่ชั้นต่ำชั้นบนชั้นเหนือชั้นครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างทั้งปวงอย่างพระเจ้าอย่างพระเจ้าไม่ได้อยู่ใต้อำนาจศาสตราเลย ก็เป็นการสังขารได้สังขารอยู่อย่างมีวิชานำตามที่ปฏิจจสมุปบาทนี้มีหัวต้นว่าวิชาเป็นตัวสูงสุดเพราะฉะนั้นสังขารตามมาวิญญาณก็เป็นวิญญาณบริสุทธิ์รูปนามอุปสรรคแต่ว่ารูปนามและมีอยู่ศาลายากันนะกับพลังพร้อมผัสสะก็ต้องมีมีอยู่ที่เดียวได้เวทนาก็มีปัญหาจะมีเป็นวิศวะตัณหาอย่างที่กล่าวคือเป็นอุดมการณ์เพื่อประโยชน์ผู้อื่นเพื่ออนุเคราะห์โลกเพื่อชนะหินตายักษ์เพื่อพระองค์ชนะสุขายะเพื่ออนุเคราะห์โลกแท้ๆเลยไม่ได้มีของเพื่อตัวเพื่อตนอะไรไม่ได้ทำเพื่อวันแรกเสพอะไรแม้แต่ว่าทำแล้วคนจะมาชมว่าดีเป็นสุขหรือทำแล้ว ถูกในตัวซ้อนๆอยู่เดี๋ยวนี้ก็รู้มันไม่ใช่สุขเลยมันมันต้องพยายามด้วยซ้ำไปสัมมาวายามะมันต้องขวนขวายมันต้องเพียรไปด้วยซ้ำไม่ใช่ว่าเป็นสุขแต่เราก็รู้ว่ามันไม่ทุกข์มันเป็นไปได้โดยไม่ยากโดยไม่ลำบากเป็นไปได้แม้จะลำบากเราก็เข้าใจอยู่ว่าเหตุปัจจัยมันลำบากและเราก็เห็นว่ามันเป็นความดีที่พอจะเป็นไปแล้วเราก็พยายามพยายามไม่ให้ความร้ายกาจเกิดไม่ทุจริตเกิดไม่ให้อกุศลเกิดอย่างสูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้วเราก็ทำไปเพราะฉะนั้นจะมีตัณหาจะมีอุปทานก็ได้เป็นความยึดอุปทานแปลว่าการฉวยไว้ยึดไว้อยู่ในการยึดโลกแต่เรานั้น มีความไม่มีเป็นส่วนสองมีมีความไม่มีอยู่ในอุปทานนั้นเราไม่ได้ยึดเพื่อตัวเราเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นจนกระทั่งว่าเราจะต้องได้เสพหรือสมใจเราเสพสมใจเราไม่ได้ยึดอย่างนั้นแต่ก็ยึดยึดอย่างแรงที่สุดที่จะให้เกิดดีที่สุดและจะมีขอบเขตที่รู้ยิ่งด้วยปัญญาว่านี่ถ้ามันจะไม่ดีแล้วเราก็ต้องปล่อยเราจะรู้เพราะฉะนั้นเมื่อมีอุปทานก็ยังมีพบก็ยังมีชาติก็ยังมีแต่พบเหล่านั้นเป็นวิภาวะภพอย่างยิ่งเป็นภพของพุทธรูเป็นภพของประโยชน์ท่านความที่รู้ยิ่งยิ่งถึงปานฉะนี้เนี่ยไม่ใช่เรื่องรู้เล่นไม่ เรื่องรู้เล่นรู้ถึงขั้นว่ามีวิศวะพบถึงชาติตัวที่เกิดอยู่โดยธรรมโดยเราเหนือชาตินี้ดูความเกิดนี้เพราะเราที่จริงเราแท้ๆด้วยซ้ำเป็นผู้สร้างความเกิดเราเป็นผู้สร้างชาติเราเป็นผู้สร้างชาติแห่งธรรมะอันนี้ขึ้นเราจึงเป็นเจ้าของธรรมชาติเราเป็นผู้สร้างธรรมชาติไม่ใช่ธรรมชาติมันเกิดเองเป็นเองไม่ใช่ธรรมชาติเกิดเองเป็นเองกับสิ่งอื่นส่วนตัวเราเองสร้างให้จิตตัวนี้เกิดแล้วก็นำไปจนกระทั่งถึงกายกรรมวจีกรรมให้เกิดกับเราเป็นคนสร้างเองรับผิดชอบเราต้องรับผิดชอบธรรมชาติ ว่าต้องสะอาดบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่ประสงค์ด้วยกิเลสเป็นสิ่งที่จะต้องไม่มีฤทธิ์มีแรงไปทำให้คนอื่นเขาเกิดกิเลสต้องรับรองธรรมชาติต้องรับผิดชอบธรรมชาติที่เราสร้างธรรมชาติของอื่นก็อันอื่นเขาสร้างเราไม่ได้ไปสร้างคนก็สร้างความงามขึ้นมาก็เป็นคนอื่นเขาสร้างเขาสร้างความสวยขึ้นมาก็สร้างความมอมเมาขึ้นมาเพื่อสร้างอาวุธขึ้นมาเขาเป็นคนสร้างเราไม่ได้สร้างเราสร้างอุบายอากรเป็นธรรมาวุธเรารักเราระวังทำอาวุธของเราอย่าให้อาวุธของเรากลายเป็นเครื่องเชิดเครื่องเฉือนเครื่องสร้างกิเลสขึ้นมาอย่างนี้เราเป็นคนรับผิดชอบต่อธรรมชาติเหล่านั้นหลังจาก นั้นไปแล้วมันจะมีความจริงแม้แต่เราจะสร้างธรรมชาติที่ดีที่สุดพระพุทธเจ้าท่านซังศาสนาเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งดีที่สุดธรรมชาตินั้นก็ย่อมเกิดฉลาดลงได้เมื่อเกิดและต้องมีชราเมื่อมีชาติก็มีชราและสุดท้ายก็มีมรณะเป็นธรรมดาธรรมดาเรารู้แจ้งเห็นจริงส่วนปลายของอโศกกับของโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสนั้นอันนั้นเป็นตัวจริงเป็นตัวจริงที่พระอริยเจ้าพระอรหันต์ไม่มีเลยตอนนั้นไม่มีแท้แท้เพราะฉะนั้นจะเอาว่าปฏิจจสมุปบาททั้งหมด 12 11 ปรัชญาการนี้ปฏิจจสมุปบาทปฏิจจสมุปบาท 11 ปริญญาการสำหรับ พระอรหันต์ยังมีอยู่พระอรหันต์ไม่มีโศกปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสเท่านั้นเท่านั้นถ้าใครอ่านออกถึงอาการต่างๆที่เรียกว่าโสกะเป็นอย่างไรปริเทวะเป็นอย่างไรทุกข์เป็นอย่างไรโทมนัสเป็นอย่างไรอุปาทานเป็นอย่างไรมีลิงคะมีการต่างกันอย่างไรอยากกลางละเอียดอย่างไรรู้อย่างละเอียดรอแล้วเราก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้อย่างเด็ดขาดสนิทคุณก็เป็นพระอรหันต์เจ้าได้จริงแหม่มมรณะคุณก็ยังจะมีมรณะพระอรหันต์ยังจะมีมรณะแม้รูปนามขันธ์ 5 นี้ก็จะมีชราพระอรหันต์ก็ยังจะมีชราพระอรหันต์ยังจะมีชาติพระอรหันต์ยังมีพบ ยังจะมีพบอยู่พระอรหันต์เพราะพระอรหันต์ยังไม่แตกสลายรูปนามขันธ์ 5 ในช่วงที่ยังไม่แตกพระอรหันต์จึงยังจะมีอุปทานพระอรหันต์จึงยังจะมีปัญหาเพราะอรหันต์จึงยังจะมีเวทนาพระอรหันต์จึงยังมีผัสสะพระอรหันต์จึงยังมีสฬายตนะพระอรหันต์ก็มีนามรูปและพระอรหันต์ก็มีวิญญาณมีสังขารมีมิจฉาพูดอย่างนี้ก็จะต้องเข้าใจอย่างรอบปฏิสังขรณ์รอบทวนปฏิปแปลว่าทวนคณิตศาสตร์แปลว่าไม่หลงสวรรค์แล้ว ไม่มีแม้แต่สวรรค์สูงสุดสวรรค์ขั้นวิสุทธิเทพท่านก็ไม่ติดไม่หลงสวรรค์นี้จริงๆนิสสัคคีย์จริงๆถ้าไม่มีสวรรค์จริงๆหมดสวรรค์โดยธรรมโดยชัดแจ้งไม่หลงสวรรค์มีสวรรค์แต่ไม่หลงสวรรค์เพราะฉะนั้นก็เป็นคำทวนย้อนอีกปฏินิสสัคโค ไม่รู้ว่าดีเป็นของเราไม่ได้ลงว่าสวรรค์เป็นของเราไม่มีเสพติดเสพยึดอะไรที่เป็นของเราแม้แต่ดีก็ไม่ได้เป็นผู้ที่หลงดีรู้แต่ดีกินแต่ดีแต่ไม่ได้ยินดียินแต่ดีรู้แต่ดีเห็นแต่ดีสักแต่ว่าเห็นดีสักแต่ว่ารู้ดีสักแต่ว่ายินดีได้ยินดีอย่างนี้เป็นต้นนี่เป็นภาษาที่สุดสูงสุดแล้วอายุที่สันติอโศกได้อธิบายสรุปทวนย้อนทวนสิ่งที่เด่นเน้นใหม่ มากที่สุดที่สันติอโศกคือเน้นเรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาเดียรถีย์ตัวยอดปลายที่สุดตั้งแต่ต่างกันตรงที่พุทธมีอริยมรรคองค์ 8 สวนศาสนาอื่นเขาไม่มีอริยมรรคองค์ 8 ศาสนาพุทธนั้นเป็นผู้สูงสุดหรือบรรลุสูงสุดแล้วมีกรรมมีการงานเป็นที่สุดที่เห็นได้เน้นๆจนศาสนาอื่นไม่มีกรรมไม่มีการงานมีแต่การอยู่ว่างๆศาสนาอื่นนั้นเห็นความว่างๆได้แม้แต่การเป็นอยู่ของผู้บรรลุของเขา อยู่ก็พูดว่าลูกเขาก็อยู่ว่างๆไม่ทำอะไรเขาอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเขาไม่พูดด้วยแม้ที่สุดเขาไม่คิดด้วยไม่ริเริ่มอะไรด้วยเขาจึงไม่มีแม้ที่สุดด้วยสังกัปปะความริเริ่มนึกคิดความมีก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน